วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ครูบากฤษณะ อินทวัณโณ ฉลองสิริอายุ ๖๐ ปี


รูปภาพ : ฉลองสิริอายุ ๖๐ ปี

วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ ๑๕๕๗

ครูบากฤษณะ  อินทวัณโณ

ฉลองครบ ๕ รอบ

สิริอายุ  ๖๐ ปี
 
 ฉลองสิริอายุ ๖๐ ปี


วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ ๑๕๕๗


ครูบากฤษณะ อินทวัณโณ


ฉลองครบ ๕ รอบ


สิริอายุ ๖๐ ปี

๙๙๙๙๙๙๙๙๙
ชมรมศิษย์ครูบากฤษณะ อินทวัณโณ

ติดต่อ เฮียกิตติ
081 813 1935
Email : bantanthai@gmail.com

วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

พระธุดงค์ไล่ควาย

 

พระธุดงค์ไล่ควาย

 

เนื่องในวาระครบ ๕ รอบ สิริอายุครบ ๖๐ ปี ของท่านครูบากฤษณะ อินทวัณโณ ในวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ ๒๕๕๗

ผมขอนำเกล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้ยินมาเกี่ยวประวัติบางช่วงบางตอนของท่านมาเผยแพร่เพื่อเป็นอนุสรณ์ โดยเฉพาะเรื่องราวที่พิศดารที่เกิดขึ้นกับท่านครูบา ฯ เมื่อคราวที่ท่านเดินธุดงค์อยู่ตามป่าเขา ถ้ำลึก หน้าผาสูงชัน
จึงมีเรื่องมากมายที่ท่านครูบา ฯ ได้ประสพพบเจอกับตัวท่านเอง ดังเช่น.:- เรื่องที่ผมได้เล่าไปบ้างแล้ว เป็นต้น
วันนี้ผมจะเล่าเรื่องราวที่พิสดาร มหัศจรรย์พันลึก ลี้ลับ เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ เป็นยิ่งนัก
เรื่องที่ผมจะเล่าในวันนี้คือเรื่อง... “ พระธุดงค์ไล่ควาย ” เรื่องราวจะเป็นเช่นไร พิศดาร มากน้อยแค่ไหน โปรดติดตาม

เรื่อง.. “ พระธุดงค์ไล่ควาย ” ที่ผมจะเล่าในวันนี้ สั้น ๆ ไม่ยาวมาก เป็นเกล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ จริง ๆ เรื่องราวจะเป็นเช่นไร พิศดาร มากน้อยแค่ไหน ลองติดตามอ่านดูเองนะครับ

คราวหนึ่ง...ท่านครูบา ฯ ได้รับนิมนต์ให้ไปช่วยงานเข้าปริวาสกรรม ที่วัดตะคร้อวนาราม ต.บุฝ้าย อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี

ท่านครูบา ฯ รับภาระหน้าที่เป็นพระอาจารย์กรรม ( พี่เลี้ยง ) ทำหน้าที่เทศนาสั่งสั่งสอน ให้คำแนะนำแก่พระภิกษุทั้งหลายที่มาเข้าปริวาสกรรมตลอดงาน ตั้งแต่วันแรกจนกระทั้งวันสุดท้าย

หลังจากทำพิธีออกปริวาสกรรมเสร็จเรียบร้อย เวลาตอนบ่าย ๆ ท่านครูบา ฯ ได้เดินทางออกจากวัดตะคร้อวนาราม โดยมีพระลูกศิษย์เดินทางติดตามมาด้วยหลายรูป

ท่านเดินข้ามทุ่งนาตามหลังพระลูกศิษย์มาห่าง ๆ มุ่งหน้าไปวัดขิงกระชาย เพื่อแวะเยี่ยมพระอาจารย์ถวิล และพระอาจารย์ประสงค์ที่วัดบุฝ่าย เพราะเห็นว่าได้มาถึง อ.ประจันตคาม แล้ว จึงถือโอกาสแวะเยี่ยมเยียนในฐานะที่เป็นพระสหธรรมมิกที่สนิทสนมกันมานาน

ท่านครูบา ฯ และพระลูกศิษย์ได้เดินทางลัดไปตามทุ่งนา คณะของท่านได้เดินผ่านฝูงควายฝูงหนึ่งที่กำลังกินหญ้าอยู่ใกล้ ๆ ที่เส้นทางที่จะเดินผ่าน

ทันใดนั้นได้มีควายตัวหนึ่งร่างกายดูใหญ่โตแข็งแรง วิ่งออกจากฝูงตรงมาหาคณะของพระลูกศิษย์ที่เดินอยู่ข้างหน้า พระลูกศิษย์ต่างพากันหยุดเดินต่อไปทันที

พระกับควายไม่เคยถูกกันมาแต่ไหนแต่ไร มีเรื่องเล่ากันว่า ควายไม่ชอบสีเหลือง เมื่อเจอพระที่ห่มผ้าจีวรสีเหลือง ควายมักจะวิ่งไล่ทำร้ายพระทุกครั้งที่พบที่เจอกัน

ควายตัวนั้นวิ่งมาใกล้ตัวเต็มที พระลูกศิษย์ที่ยืนดูอยู่ข้างหน้าเห็นท่าไม่ปลอดภัย ต่างพากันวิ่งบ้าง เดินบ้าง เพื่อหนีไปให้พ้นจากการถูกทำร้ายจากควายตัวนั้น

ยังเหลืออยู่แต่ท่านครูบา ฯ ที่ยังยืนสะพายย่ามใบใหญ่ ในมือข้างขวากำด้ามกลดที่แบกอยู่บนบ่า ท่านยืนดูควายตัวนั้นที่กำลังวิ่งตรงมาหาท่านด้วยความสงบนิ่ง ไม่มีอาการตื่นกลัว หรือตระหนกตกใจใด ๆ แม้แต่น้อย

ท่านครูบา ฯ คงนึกอยู่ในใจท่านว่า ช้างก็เคยเจอมาแล้ว เจอควายบ้าง มันจะเป็นยังไง

ควายตัวดังกล่าว วิ่งมาถึงตัวท่านครูบา ฯ ด้วยความรวดเร็ว วิ่งตรงเข้าหาท่าน โดยไม่หยุด ไม่รีรอ ใด ๆ หมายวิ่งชนท่านครูบา ฯ ที่ยังยืนสงบนิ่งอยู่กับที่

เมื่อควายตัวดังกล่าววิ่งมาประชิดติดตัวท่านครูบา ฯ ท่านได้ใช้กลดของที่ท่านกำอยู่ในมือข้างขวา ฟาดลงที่กลางหัวของควายตัวนั้นไปหนึ่งที

ควายตัวนั้นล้มหงายท้องไม่เป็นท่าลง ณ . ที่ตรงนั้น นอนนิ่งเงียบไม่เหลือความดุร้ายให้ท่านครูบา ฯ ได้เห็นอีกเลยแม้แต่น้อย ได้แต่นอนน้ำตาไหลเป็นทางยาว เหมือนสำนึกผิดที่คิดไม่ดีกับพระสงฆ์องค์เจ้า

ท่านครูบา ฯ ได้ยืนทำสมาธิเจริญภาวณา แผ่เมตตาให้กับควายตัวนั้นอยู่พักหนึ่ง

สักครู่หนึ่งควายตัวนั้นก็ลุกขึ้นยืน และค่อย ๆ เดินกลับไปหาฝูงควายที่ยังกินหญ้าอยู่ ณ. กลางทุ่งนาแห่งนั้น

ที่ผมนำเรื่อง “ พระธุดงค์ไล่ควาย ” มาเล่าในวันนี้ก็ดี หรือเรื่องอื่น ๆ ที่เล่ามาก่อนนี้ก็ดี และยังมีเรื่องที่จะเล่าอีกมากมายหลายเรื่องต่อไป

ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะแสดงให้เห็นว่า ท่านครูบา ฯ คือผู้วิเศษ ได้ธรรมอันวิเศษเหนือผู้อื่น ที่สามารถแสดงอิทธิ์ฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ นา ๆ ได้ แต่ประการใด

แต่...ผมต้องการสื่อออกไปให้โลกรู้ว่า กว่าท่านจะมาเป็น “ ครูบากฤษณะ ” ในเวลานี้ กว่าท่านจะมาเป็นพระเกจิ ที่มีผู้คนเคารพศรัทธามากมายทั้งในและต่างประเทศ อย่างเช่นปัจจุบันนี้

ท่านได้ใช้ความวิริยะ อุตสาห์ เพียรพยายาม มากมายปานใด เพื่อแสวงหาธรรม เพื่อไปให้ถึงแดนแห่งโมกขธรรม ตามที่ท่านมุ่งหวังเอาไว้ตั้งแต่แรกออกอุปสมบท

เราท่านทั้งหลายจึงได้เห็น ได้สัมผัส ได้รับความเมตตาจากท่าน อย่างที่เราท่านทั้งหลายได้รับอยู่ในปัจจุบันกาลนี้แหละครับ สาธุ
๙๙๙๙๙๙๙๙๙

ชมรมศิษย์ครูบากฤษณะ อินทวัณโณ

ติดต่อ เฮียกิตติ

081 813 1935

Email : bantanthai@gmail.com

ดอกไม้ทิพย์แห่งสวรรค์

 ดอกไม้ทิพย์แห่งสวรรค์

เนื่องในวาระครบ ๕ รอบ สิริอายุครบ ๖๐ ปี ของท่านครูบากฤษณะ อินทวัณโณ ในวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ ๒๕๕๗

ผมขอนำเกล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้ยินมาเกี่ยวประวัติบางช่วงบางตอนของท่านมาเผยแพร่เพื่อเป็นอนุสรณ์ โดยเฉพาะเรื่องราวที่พิศดารที่เกิดขึ้นกับท่านครูบา ฯ เมื่อคราวที่ท่านเดินธุดงค์อยู่ตามป่าเขา ถ้ำลึก หน้าผาสูงชัน

จึงมีเรื่องมากมายที่ท่านครูบา ฯ ได้ประสพพบเจอกับตัวท่านเอง ดังเช่น.:- เรื่องที่ผมได้เล่าไปบ้างแล้ว เป็นต้น

วันนี้ผมจะเล่าเรื่องราวที่พิสดาร มหัศจรรย์พันลึก ลี้ลับ เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ เป็นยิ่งนัก

เรื่องที่ผมจะเล่าในวันนี้คือเรื่อง... “ ดอกไม้ทิพย์แห่งสวรรค์
” เรื่องราวจะเป็นเช่นไร พิศดาร มากน้อยแค่ไหน โปรดติดตาม

เรื่องนี้ผมได้รับฟังมาจากคุณลือชา เลิศล้ำ เจ้าของกิจการลือชาคาร์แคร์ ( น้องชาย ) ซึ่งสมัยบวชเป็นพระได้ไปเป็นลูกศิษย์ท่านครูบา ฯ และ ได้มีโอกาสเดินธุดงค์ติดตามไปกับท่านครูบา ฯ อยู่หลายปีครับ

คุณลือชาเล่าให้ผมฟังว่า...หลังจากที่ท่านครูบา ฯ อุปสมบทได้หลายพรรษาแล้ว การเดินธุดงค์ของท่านได้แยกกันกับพระสหธรรมมิก ซึ่งแยกย้ายกันไปประจำอยู่ตามวัดต่าง ๆ บ้าง ตั้งสำหนักใหม่ขึ้นมาเองบ้าง ตามจริตนิสัยและวาสนาบารมีของแต่ละท่าน บางท่านก็ลาสิกขาบทไปก็มี จึงเหลือแต่ท่านครูบา ฯ องค์เดี่ยวที่ยังธุดงค์จาริกไปตามป่าเขา

มีอยู่ปีหนึ่งท่านครูบา ฯ ได้เดินธุดงค์เพื่อไปปฏิบํติธรรม ทำสมาธิเจริญภาณา ในป่าเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา

เมื่อคราวที่ท่านครูบา ฯ ได้แยกออกมาเดินธุดงค์แต่เพียงลำพังเพียงองค์เดียว จะมีก็แต่พรานป่าผู้ชำนาญทางคู่ใจ ( พรานสนั่น ขณะนี้ได้บวชเป็นพระ จำพรรษาอยู่ที่วัดป่ามหาวัน อ. ครบุรี ) เท่านั้นที่คอยติดตามเพื่อบอกเส้นทางที่ท่านจะเดินธุดงค์ไปในป่าเทือกเขาใหญ่

ครั้งนี้การเดินธุดงค์ของท่านไม่เหมือนกับทุก ๆ ครั้งที่ผ่าน คราวนี้ท่านออกเดินธุดงค์แต่เพียงลำพังเพียงองค์เดียวโดยแท้จริง ไม่มีพรานสนั่นคอยติดตามเหมือนเช่นทุกครั้ง

ท่านสะพายย่ามแบกกลดเพื่อเดินธุดงค์ขึ้นเขาใหญ่ทางด้านหมู่บ้านหมูสี ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เดินลัดเลาะไปตามป่า ตามเขาสูงชันสลับซับซ้อนหลายลูก เป็นเส้นทางที่ต้องผ่านทั้งป่าใหญ่และภูเขาสูงชันและมีสัตว์ป่านานาชนิดชุกชุม

ท่านครูบา ฯ ได้เดินธุดงค์เข้าไปในกลางป่าเขาใหญ่ โดยใช้เวลาไม่นานนัก เมื่อถึงที่บริเวณที่เห็นว่าเหมาะสมปลอดภัยจากสัตว์ป่าที่จะมารบกวน เหมาะแก่การทำสมาธิเจริญภาวณา

ท่านครูบา ฯจัดการปักกลดกำหสดอาณาบริเวณที่จะหยุดพักเพื้อทำสมาธิเจริญภาวณา ตามวิธีปฏิบัติของท่านในทุก ๆ ครั้งที่ท่านเดินธุดงค์ไปตามป่าเขา การทำสมาธิเจริญภาณาธรรมของท่านดำเนินไปด้วยความราบรื่น จนครบกำหนดเลาที่ท่านได้ตั้งปณิธานเอาไว้

ท่านจึงได้เก็บสัมภาระในการเดินธุดงค์ เก็บกวาดบริเวณสถานที่ ๆ ท่านปักกลดจนสะอาดเรียบร้อย

ท่านครูบา ฯ ได้ออกเดินทางเข้าไปในป่าอันรกทึบ ข้ามขุนเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อนหลายลูก ข้ามลำธารน้อยใหญหลายสาย เพื่อเดินผ่านเทือกเขาใหญ่ไปลงทางฝั่งจังหวัดปราจีนบุรี เป้าหมายปลายทางคือน้ำตกตะคร้อ เขต อ.ประจันตะคาม จ.ปราจีนบุรี เพื่อไปที่วัดขิงกระชาย ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากน้ำตกตะคร้อมากนัก แวะเยี่ยมพระสหธรรมมิกที่สนิทสนมอีกท่านหนึ่ง คือ พระอาจารย์ถวิล ( มรณภาพแล้ว )

ท่านเดินธุดงค์เข้าไปในป่าทึบ มีแต่ต้นไม้ใหญ่มากมายปลกคุม มองแทบไม่เห็นแสงตะวัน

เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นกับท่านครูบา ฯ ปรากฏว่าท่านจำเส้นทางที่จะเดิน ทางต่อไปไม่ได้ ท่านหลงป่าชนิดมืดแปดด้าน เดินไปทางไหนก็มีแต่ป่า ป่า และ ป่า มีแต่ต้นไม้ใหญ่ขวางหน้า หันไปทางไหนก็มีแต่ต้นไม้

ท่านครูบา ฯ เดินหลงป่าหาทางออกจากป่าแห่งนั้นหลายวัน จนหมดเรี่ยวหมดแรง หน้ามืดเป็นลมไปก็หลายครั้ง พยายามหาทางออกอย่างไรก็หาไม่เจอ จนกระทั้งท่านหมดแรงเพราะขาดน้ำขาดอาหารมาหลายวัน

ด้วยความอ่อนระโหยโรยแรงจนแทบจะสิ้นลมหายใจ ท่านจึงได้นั่งลงเหมือนจะปลงสังขารและรำพึงกับตัวท่านเองว่า... “ คราวนี้เราคงไม่รอดแล้ว เราคงหลงป่าหาทางออกไม่ได้แน่แล้ว และเราคงตาย ณ. ที่ตรงนี้เป็นแน่ ”

แล้วท่านก็ค่อย ๆ หลับตา ทำสมาธิเจริญภาวณา เตรียมจะละสังขาร

ทันใดนั้นเอง...ด้วยสายตาที่พร่าม้วของคนที่กำลังจะสิ้นลม ท่านได้เห็นดอกไม้ดอกใหญ่ ปรากฏขึ้นตรงหน้าที่ท่านนั่งอยู่ เป็นดอกไม้สีขาว กลีบดอกใหญ่ซ้อนทับเรียงกันหลายชั้น มีกลิ่นหอมเย็น ชื่นใจ

ท่านจำได้ว่ามันคือดอกมณฑาทิพย์ ซึ่งท่านเคยศึกษาค้นคว้ามาจากพระไตรปิฏก ในสมัยพุทธกาลเรียกว่าดอกไม้ทิพย์จากสวรรค์

ท่านหยิบดอกไม้นั้นขี้นมาทดลองดมดู ( จำไม่ได้ว่าท่านได้อธิษฐานอะไรในใจท่านหรือเปล่า )

ท่านจำได้ว่า...ท่านมีความรู้สึกเหมือนได้สูดดมดอกมณฑาทิพย์ มีกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ สมกับเป็นดอกไม้แห่งสวรรค์จริง ๆ

หลังจากที่ท่านครูบา ฯ ได้ดมดอกไม้นั้นแล้ว อาการเหน็ดเหนื่อยที่แทบจะสิ้นใจก็หายเป็นปลิดทิ้ง สายตาที่พร่าม้วก็หายมองเห็นได้เป็นปกติ เรี่ยวแรงที่หายไปก็กลับคืนมา สมองที่อยู่ในอาการมึนงงก็กลับมาปลอดโปร่งอีกครั้ง นึกคิดอะไรก็ออก มองอะไรก็เห็น มองไปทางไหนก็มีแต่ความสว่างไสว นึกหาทางออกจากป่าที่รกทึบแห่งนั้นได้ มองหาทางออกจากป่าที่รกทึบแห่งนั้นเห็น เป็นที่น่าอัศจรรย์

เมื่อทุกอย่างกลับคืนมาเป็นปกติ ท่านครูบา ฯ ได้เริ่มต้นออกเดินธุดงค์จากป่าแห่งนั้น และเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ต้องผ่านป่าหลายแห่ง ข้ามภูเขาสูงสลับซับซ้อนหลายลูก ข้ามลำธารที่อยู่ท่ามกลางเขาใหญ่ ( ใสใหญ่ ใสน้อย ซึ่งเป็นลำธารที่ใหญ่มาก ไหลผ่านกลางเขาใหญ่ ลงสู่พื้นที่ จ.ปราจีนบุรี และ จ.นครนายก )

ท่านครูบา ฯ เดินธุดงค์ ถึงน้ำตกตะคร้อ และมุ่งตรงไปวัดขิงกระชาย แวะเยี่ยมเยือนพระอาจารย์ถวิล โดยสวัสดิภาพ.

ที่ผมนำเรื่อง “ ดอกไม้ทิพย์แห่งสวรรค์ ” มาเล่าในวันนี้ก็ดี หรือเรื่องอื่น ๆ ที่เล่ามาก่อนนี้ก็ดี และยังมีเรื่องที่จะเล่าอีกมากมายหลายเรื่องต่อไป

ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะแสดงให้เห็นว่า ท่านครูบา ฯ คือผู้วิเศษ ได้ธรรมอันวิเศษเหนือผู้อื่น ที่สามารถแสดงอิทธิ์ฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ นา ๆ ได้ แต่ประการใด

แต่...ผมต้องการสื่อออกไปให้โลกรู้ว่า กว่าท่านจะมาเป็น “ ครูบากฤษณะ ” ในเวลานี้ กว่าท่านจะมาเป็นพระเกจิ ที่มีผู้คนเคารพศรัทธามากมายทั้งในและต่างประเทศ อย่างเช่นปัจจุบันนี้

ท่านได้ใช้ความวิริยะ อุตสาห์ เพียรพยายาม มากมายปานใด เพื่อแสวงหาธรรม เพื่อไปให้ถึงแดนแห่งโมกขธรรม ตามที่ท่านมุ่งหวังเอาไว้ตั้งแต่แรกออกอุปสมบท

เราท่านทั้งหลายจึงได้เห็น ได้สัมผัส ได้รับความเมตตาจากท่าน อย่างที่เราท่านทั้งหลายได้รับอยู่ในปัจจุบันกาลนี้แหละครับ สาธุ
 
 
๙๙๙๙๙๙๙๙๙

ชมรมศิษย์ครูบากฤษณะ อินทวัณโณ
ติดต่อ เฮียกิตติ
081 813 1935
Email : bantanthai@gmail.com
 

ทดสอบใจโยมแก่

 

ทดสอบใจโยมแก่


เนื่องในวาระครบ ๕ รอบ สิริอายุครบ ๖๐ ปี ของท่านครูบากฤษณะ อินทวัณโณ ในวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ ๒๕๕๗

ผมขอนำเกล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้ยินมาเกี่ยวประวัติบางช่วงบางตอนของท่านมาเผยแพร่เพื่อเป็นอนุสรณ์ โดยเฉพาะเรื่องราวที่พิศดารที่เกิดขึ้นกับท่านครูบา ฯ เมื่อคราวที่ท่านเดินธุดงค์อยู่ตามป่าเขา ถ้ำลึก หน้าผาสูงชัน

จึงมีเรื่องมากมายที่ท่านครูบา ฯ ได้ประสพพบเจอกับตัวท่านเอง ดังเช่น.:- เรื่องที่ผมได้เล่าไปบ้างแล้ว เป็นต้น

วันนี้ผมจะเล่าเรื่องราวที่พิสดาร มหัศจรรย์พันลึก ลี้ลับ เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ เป็นยิ่งนัก

เรื่องที่ผมจะเล่าในวันนี้คือเรื่อง... “ ทดสอบใจโยมแก่ ” เรื่องราวจะเป็นเช่นไร พิศดาร มากน้อยแค่ไหน โปรดติดตาม

เรื่อง... “ ทดสอบใจโยมแก่ ” จะไม่ค่อยเหมือนกับเรื่องราวที่ ได้เล่ามาก่อนหน้านี้ เพราะเรื่องนี้จะไม่พิสดาร มหัศจรรย์พันลึก ลี้ลับ แต่ก็แฝงความน่าอัศจรรย์ อยู่บ้างในตอนจบของเรื่อง แต่จะเป็นเช่นไร เชิญอ่านดูได้ ณ.บัดนี้

“ โยมแก่ ” คือชื่อที่ท่านครูบาเรียกบิดา ของผม คือ คุณพ่อล้น เลิศล้ำ ท่านจะเรียกบิดา และ มารดาของผมว่า “ โยมแก่ ” เหมือนกัน ท่านนับถือ คุณพ่อล้น คุณแม่ลอย เลิศล้ำ เสมือนเป็นบิดาและมารดาของท่านเลยทีเดียว

“ โยมแก่ ” ทั้งสองเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ได้มีความศรัทธาในพระจารย์ประ สิทธิ์ ( ลาสักขาบทแล้ว ) เจ้าสำนักสงฆ์ป่ามหาวัน ( เพราะมีต้นมะม่วงมาก ปัจจุบันคือวัดทุ่งสามัคคี ) อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ท่านทั้งสองได้ถวายที่ดินแปลงหนึ่ง และชักชวนบุตรหลานร่วมกันถวายทุนทรัพย์อีกจำนวนหนึ่งเพื่อร่วมก่อสร้างสำนักสงฆ์แห่งนี้

“ โยมแก่ ” ทั้งสองได้พบกับท่านครูบา ฯ ที่แวะเวียนมาเยี่ยม มาหาท่านพระอาจารย์ประสิทธิ์ ในฐานะพระสหธรรมมิกที่สนิทสนมกันมากอีกรูปหนึ่ง อยู่เนือง ๆ

อีกทั้งได้รับนิมนต์ให้มาเป็นพระอาจารย์กรรม ( พี่เลี้ยง ) ในงานเข้าปริวาสกรรม ที่สำนักสงฆ์แห่งนี้เป็นประจำทุกปี

“ โยมแก่ ” ทั้งสองจึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาท่านครูบา ฯ จากการได้ฟังธรรมจากท่านครูบา ฯ และชื่นชอบในอัธยาศัยของท่านครูบา ฯ ที่สมถะ เรียบง่าย ไม่สุงสิงวุ่นวายกับใคร ดูเคร่งขึม จนดูน่าเกรงขาม ชอบอยู่ตามป่าเป็นนิจ

ท่านครูบา ฯ ก็พอใจ ถูกใจ ที่ได้พบได้เห็นและได้สนทนากับ “ โยมแก่ ” ทั้งสองบ่อย ๆ กระทั้งท่านครูบา ฯ ได้ให้ความนับถือ “ โยมแก่ ” ทั้งสอง เสมือนบิดาและมารดาท่านอีกคนหนึ่ง

พ่อล้น...เล่าให้ผมฟังว่า...ในการจัดงานเข้าปริวาสกรรมปีหนึ่ง ซึ่งคราวนั้นท่านอาจารย์ประสิทธิ์ ได้จัดให้มีการบวชชีพราหมณ์พร้อมกันไปด้วย พ่อล้น และ แม่ลอย ก็ได้พร้อมใจกันขอเข้าบวชชีพราหมณ์ในคราวนั้นด้วย และท่านครูบา ฯ ได้มาเป็นพระอาจารย์กรรม เหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา

หลังจากงานเข้าปริวาสและบวชชีพราหมณ์จบลง ท่านครูบา ฯ และ พ่อล้น ได้พูดคุยและชักชวนกันเดินธุดงค์เพื่อปฏิบัติธรรมต่อในป่ากลางเขาใหญ่ ตกลังกันว่าจะไปกันสักสามวั

ทั้งท่านครูบา ฯ และพ่อล้น ได้ออกเดินทางจาก สำนักสงฆ์ป่ามหาวัน อ.นาดี มุ่งหน้าสู่เขาใหญ่ โดยเส้นทางขึ้นเขาใหญ่ฝั่ง จ.ปราจีนบุรี

ท่านครูบา ฯ ได้พาพ่อล้นไปปักกลดที่ภูเขาลูกหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้กับฐานเรดาร์ของทหารอากาศ แต่ข้ามไปอีกเขาลูกหนึ่ง ซึ่งยังมีสัตว์ป่านานาชนิดชุกชุม

เมื่อถึงสถานที่ ๆ ดูเหมาะแก่การเจริญภาวณา ปฏิบัติธรรมตามความตั้งใจ ท่านครูบา ฯ ได้ให้พ่อล้น ปักกลดให้เรียบร้อย และบอกกับ พ่อล้นว่า...” โยมแก่ เจริญภาวณาอยู่ตรงนี้นะ ส่วนฉันจะไปอยู่ที่ภูเขาอีกลูกหนึ่งที่เห็นไกล ๆ โน่น มันสูงและป่ารกมาก โยมแก่เดินขึ้นไม่ไหวหรอก ”

พูดจบท่านครูบา ฯ ก็สะพายย่ามแบกกลดขึ้นบ่า เดินหายเข้าไปในป่า มุ่งหน้าสู่เขาอีกลูกหนึ่งซึ่งมองเห็นแต่ยอดที่ปกคลุมด้วยเมฆหมอกอยู่ใกล ๆ

คืนแรก... พ่อล้ยเจริญภาวณาอยู่คนเดียวท่ามกลางความมืด ได้ยินแต่เสียงสัตว์ป่า เช่น ช้าง เสือ หมี ฯลฯ นั้งภาวณาโดยลำพังเพียงคนเดียวอยู่อย่างนั้นด้วยความหวาดกลัวตลอดคืน
คืนที่สอง...เห็นท่าไม่ดีดูท่าจะไม่ปลอดภัย พ่อล้นได้ขึ้นไปเจริญภาวณาโดยลำพังเพียงคนเดียวบนคบไม้สูง ที่อยู่ใกล้ ๆ กับที่ปักกลด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้สร้างไว้ ซึ่งดูจะปลอดภัยกว่าข้างล่า

คืนที่สาม...ก็ยังเหมือนกับคืนที่สองที่ผ่านมา

สามคืนผ่านไป ท่านครูบา ฯ หายไปโดยไม่ทราบข่าวคราว

ล่วงเข้าวันที่สี่ พ่อล้น คิดว่าท่านครูบา ฯ คงไม่กลับมาอีกแล้วแน่ แกล้งเอามาปล่อยทิ้งไว้กลางป่า แล้วจากไปโดยไม่บอกไม่กล่าว

จึงตัดสินใจเก็บสัมภาระใส่ย่ามใบใหญ่ แบกกลดเดินลงจากเขาลูกนั้น กลับมาที่ฐานเรดาร์ ขอร้องให้เจ้าหน้าที่ช่วยนำรถไปส่งขึ้นรถโดยสารที่ทางขึ้นเขาใหญ่ฝั่งปราจีนบุรี

พ่อล้นกลับมาถึงบ้านภายในวันนั้น ประมาณ ๕ หรือ ๖ โมงเย็น โดยสวัสดิภาพทางร่างกาย

แต่จิตใจนั้นยังขุ่นเคืองท่านครู บา ฯ อยู่ไม่หาย รู้สึกผิดหวัง รู้สึกเศร้าใจ รู้สึกขุ่นมัวในหัวใจ เพราะคิดว่าถูกท่านครูบา ฯ หลอกพาไปทิ้งไว้กลางป่าเขาใหญ่นั้นเอง

ถ้าเรื่องจบลงเพียงแค่นี้ พ่อล้นก็คงไม่ได้เลื่อมใส ไม่เคารพศรัทธาท่านครูบา ฯ จวบจนกระทั้งถึงแก่กรรม

ถ้าเรื่องจบลงเพียงแค่นี้ “ ตัวผมเองผู้เล่าเรื่องนี้ ” ก็คงไม่ได้เลื่อมใส ไม่ได้เคารพศรัทธาท่านครูบา ฯ จวบจนกระทั้งปัจจุบันเช่นกันอย่างแน่นอน

แต่ปรากฏว่า...เวลาประมาณหนึ่งทุ่มของวันเดียวกันนั้น ท่ามกลางความมืด ลูกหลานที่อยู่ภายในบ้านที่กำลังพูดคุยสอบถามเรื่องราวความเป็นไปอย่างสนอกสนใจ

“ โยมแก่ โยมแก่ ” เสียงเรียกที่หน้าบ้าน

ทุกคนภายในบ้านเงียบ

“ โยมแก่ โยมแก่ ” เสียงเรียกดังขึ้นมาอีก

พ่อล้น แม่ลอย จำได้แม่นยำว่า เป็นเสียงของท่านพระอาจารย์สุรเดช แน่นอน

รีบคว้าไฟฉาย เปิดประตูบ้าน และทักไปด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นปนขุนเคือง ( เป็นภาษาลาวปราจีน ) ว่า...” อ้าว ท่านอาจารย์สุรเดช ท่านมายังไงนี่ ”

( พ่อและแม่ผม รวมทั้งครอบครัว และ น้อง ๆ ผมจะเรียกท่านครูบา ฯ ว่า “ อาจารย์สุรเดช ” )

ในบรรยากาศแห่งความมืดนั้น เหมือนมีความสว่างเกิดขึ้นมาทันใด

พ่อล้น ได้นิมนต์ให้ท่านครูบา ฯ เข้าไปนั่งในบ้าน และสอบถามท่านครูบา ฯว่า... “ ท่านหายไปไหนมา และมาถึงที่นี่ได้อย่างไร”

ท่านครูบาไม่ตอบ แต่ได้พูดกับพ่อล้น ว่า...

“ กลับมาถึงบ้านด้วยความปลอดภัยก็ดีแล้วโยมแก่ ”

“ ฉันกลับไปดูที่ ๆ ให้โยมแก่ปักกลดอยู่ เมื่อก่อนจะเที่ยง หลังฉัน อาหารแล้ว แต่ไม่เห็นโยมแก่ ”

“ ไม่รู้จะไปถามใคร โดนเสือคาบไปกินเสียแล้วก็ไม่รู้ “

“ ฉันจึงรีบเดินข้ามเขา ข้ามป่า ข้ามแม่น้ำลำธาร มาดูด้วยความเป็นห่วงนี่แหละ .”

“ เห็นโยมแก่ปลอดภัย ฉันก็ดีใจ โยมแก่กลับมาถึงบ้านด้วยความปลอดภัยก็ดีแล้ว ”

ทุกคนในบ้านได้ยินต่างพากันนั่งงง

พ่อล้นนั้งรถมา ออกเดินทางตั้งแต่เช้า กว่าจะมาถึงบ้านก็ เกือบหกโมงเย็น

แต่ท่านอาจารย์สุรเดช เดินจากภูเขาที่อยู่ห่างไกล ข้ามเขา ข้ามป่า ข้ามแม่น้ำลำธาร มาไม่รู้กี่ลูกต่อกี่ลูก กี่แห่งต่อกี่แห่ง ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวัน

มหัศจรรย์แท้ ๆ

อะไรจะมหัศจรรย์ ปานนั้น

ที่ผมนำเรื่อง “ ทดสอบใจโยมแก่ ” มาเล่าในวันนี้ก็ดี หรือเรื่องอื่น ๆ ที่เล่ามาก่อนนี้ก็ดี และยังมีเรื่องที่จะเล่าอีกมากมายหลายเรื่อง

ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะแสดงให้เห็นว่า ท่านครูบา ฯ คือผู้วิเศษ ได้ธรรมอันวิเศษเหนือผู้อื่น ที่สามารถแสดงอิทธิ์ฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ นา ๆ ได้ แต่ประการใด

แต่...ผมต้องการสื่อออกไปให้โลกรู้ว่า กว่าท่านจะมาเป็น “ ครูบากฤษณะ ” ในเวลานี้ กว่าท่านจะมาเป็นพระเกจิ ที่มีผู้คนเคารพศรัทธามากมายทั้งในและต่างประเทศ อย่างเช่นปัจจุบันนี้

ท่านได้ใช้ความวิริยะ อุตสาห์ เพียรพยายาม มากมายปานใด เพื่อแสวงหาธรรม เพื่อไปให้ถึงแดนแห่งโมกขธรรม ตามที่ท่านมุ่งหวังเอาไว้ตั้งแต่แรกออกอุปสมบท

เราท่านทั้งหลายจึงได้เห็น ได้สัมผัส ได้รับความเมตตาจากท่าน อย่างที่เราท่านทั้งหลายได้รับอยู่ในปัจจุบันกาลนี้แหละครับ สาธุ.
๙๙๙๙๙๙๙๙๙

ชมรมศิษย์ครูบากฤษณะ อินทวัณโณ
ติดต่อ เฮียกิตติ
081 813 1935
Email : bantanthai@gmail.com

พระธุดงค์แจกพลอย

พระธุดงค์แจกพลอย


เนื่องในวาระครบ ๕ รอบ สิริอายุครบ ๖๐ ปี ของท่านครูบากฤษณะ อินทวัณโณ ในวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ ๒๕๕๗

ผมขอนำเกล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้ยินมาเกี่ยวประวัติบางช่วงบางตอนของท่านมาเผยแพร่เพื่อเป็นอนุสรณ์ โดยเฉพาะเรื่องราวที่พิศดารที่เกิดขึ้นกับท่านครูบา ฯ เมื่อคราวที่ท่านเดินธุดงค์อยู่ตามป่าเขา ถ้ำลึก หน้าผาสูงชัน

จึงมีเรื่องมากมายที่ท่านครูบา ฯ ได้ประสพพบเจอกับตัวท่านเอง ดังเช่น.:- เรื่องที่ผมได้เล่าไปบ้างแล้ว เป็นต้น

วันนี้ผมจะเล่าเรื่องราวที่พิสดาร มหัศจรรย์พันลึก ลี้ลับ เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ เป็นยิ่งนัก

เรื่องที่ผมจะเล่าในวันนี้คือเรื่อง... “พระธุดงค์แจกพลอย ” เรื่องราวจะเป็นเช่นไร พิศดาร มากน้อยแค่ไหน โปรดติดตาม

เรื่อง... “พระธุดงค์แจกพลอย ” จะไม่เหมือนกับเรื่องราวที่ได้ เล่ามาก่อนหน้านี้ เพราะเรื่องนี้จะไม่พิสดาร มหัศจรรย์พันลึก ลี้ลับ น่าอัศจรรย์ เหมือนอย่างทุกเรื่อง แต่จะเป็นเช่นไร เชิญอ่านดูครับ

เรื่องนี้ผมได้รับฟังมาจากคุณลือชา เลิศล้ำ เจ้าของกิจการลือชาคาร์แคร์ ( น้องชาย ) ซึ่งสมัยบวชเป็นพระได้มอบตัวเป็นลูกศิษย์ท่านครูบา ฯ และ ได้มีโอกาสเดินธุดงค์ติดตามไปกับท่านครูบา ฯ อยู่หลายปีครับ

คุณลือชาเล่าให้ผมฟังว่า...หลังจากที่ท่านครูบา ฯ อุปสมบทได้หลายพรรษาแล้ว การเดินธุดงค์ของท่านได้แยกกันกับพระสหธรรมมิก ซึ่งแยกย้ายกันไปประจำอยู่ตามวัดต่าง ๆ บ้าง ตั้งสำหนักใหม่ขึ้นมาเองบ้าง ตามจริตนิสัยและวาสนาบารมีของแต่ละท่าน บางท่านก็ลาสิกขาบทไปก็มี จึงเหลือแต่ท่านครูบา ฯ องค์เดี่ยวที่ยังธุดงค์จาริกไปตามป่าเขา

มีอยู่ปีหนึ่งท่านครูบา ฯ ได้เดินธุดงค์ไปตามตะเข็บชายแดนเขตรอยต่อระหว่างประเทศไทย กับประเทศกัมพูชา พื่นที่จังหวัดจันทบุรี จะใช่คราวท่านธุดงค์กลับจากการเดินธุดงค์ ๓ ประเทศ ไทย ลาว กัมพูชา กลับสู่แผ่นดินเกิดอีกครั้งที่จังหวัดจันทบุรี หรือ่เปล่า ผู้เล่าไม่มั่นใจ เพราะได้ฟังท่านครูบา ฯ เล่าให้ฟัง ตั้งแต่ไปเป็นลูกศิษย์ท่านใหม่ ๆ ซึ่งผ่านมามากกว่ายี่สิบปี

ท่านครูบา ฯ ได้เดินธุดงค์ลัดเลาะไปตามภูเขาที่มีธารน้ำใสไหลอยู่กลางป่าเขา บางที่ก็ลึก บางที่ก็ตื้น บางที่มีโขดหินโผล่พ้นผิวน้ำ สลับกันไป มีบางที่เป็นน้ำตกเล็ก ๆ ไม่สูงมากนัก มีน้ำไหลตกลงมาจากโขดหินเบื้องบน บริเวณที่น้ำตกลงมากระทบจะเป็นแอ่งน้ำไม่ลึกมากนัก มีน้ำใสไหลผ่านตลอดเวลา

ในแอ่งน้ำนั้นท่านสังเกตุเห็นก้อนหินมีลักษณะสีสรรสวยงาม กองรวมกันอยู่กองใหญ่ ท่านเดินเข้าไปก้มลงหยิบขึ้นมาดู ท่านจึงได้รู้ว่าเป็นพลอยเม็ดใหญ่สีสรรสวยงามใสสะอาดตา เพราะถูกน้ำกัดเซาะขัดสีกันเองจนดูสะอาดตา โดยไม่ต้องเจียรนัย

ท่านได้อธิฐานขอเอาพลอยนั้นมา ทำประโยชน์ต่อไปข้างหน้า ท่านตักพลอยมาหนึ่งฝาบาตร ( คุณ Arthit Wangnumyen ช่วยแก้ไขเป็นหนึ่งฝาบาตร ) และเทพลอยเหล่านั้นใส่ลงในบาตร ท่านยกบาตรที่มีพลอยอยู่ในนั้นสะบายใส่บ่าแล้วออกเดินธุดงค์ต่อไป ท่านเดินอยู่ในป่านั้นอีกหลายวัน

ท่านครูบา ฯ ได้ออกจากป่าเขาเข้าเขตหมู่บ้าน ในเขตจังหวัดจันทบุรีนั้นเอง ซึ่งผู้เล่าจำไม่ได้ว่า ที่อำเภออะไร แต่เป็นเขตดินแดนติดต่อระหว่างไทยกับเขมร แนวชายแดนจังหวัดจันทบุรี

ท่านเริ่มเดินธุดงค์จากจังหวัดจันทบุรี มุ่งหน้าสู่ระยอง ลัดผ่านเขตอุทยานแห่งชาติอ่างฤาใน ผ่านฉะเชิงเทรา นครนายก สระบุรี ต่อไปลพบุรี เพื่อธุดงค์ต่อไปในเขตป่าเขาของจังหวัดชัยภูมิ

ในการเดินธุดงค์ผ่านไปในสถานที่ต่าง ๆ ของท่าน ท่านจะแวะพักค้างตามป่าบ้าง ตามเขาบ้าง ตามถ้ำน้อยใหญ่บ้าง ตามแต่ท่านจะเห็นว่าเหมาะสม สงบ สงัด เหมาะแก่การเจริญภาวณา และท่านก็จะจดจำสถานที่เหล่านั้นไว้ว่า ที่ใดน่าสนใจที่จะใช้เป็นที่พักจำพรรษาในปี ต่อ ๆ ไป อย่างเช่นที่เขาวงกต จังหวัดระยอง จะมีถ้ำใหญ่บนภูเขาสูง เหมาะแก่การเจริญภาวณาเป็นอย่างยิ่ง เป็นต้น

เรื่องพระธุดงค์แจกพลอย เริ่มต้นขึ้นเมื่อ...ยามเมื่อท่านเดินธุดงค์ผ่านบ้านเรือนบนเส้นทางที่ท่านผ่าน หากท่านเห็นบ้านไหนดูยากจนน่าสงสารท่านก็จะหยุด สอบถามสาระทุกข์สุกดิบเจ้าของบ้านพอได้ใจความ เมื่อท่านจะจากบ้านหลังนั้นไปท่านก็จะล้วงมือลงไปในบาตร หยิบพลอยที่อยู่ในบาตรมอบให้กับเจ้าของบ้านหลังนั้นคนละหลาย ๆ ก้อน

ท่านครูบา ฯ ปฏิบัติเช่นนี้ ตลอดระยะทางการเดินธุดงค์จากจังหวัดจันทบุรี กระทั้งถึงจังหวัดลพบุรี

พลอยที่อยู่ในบาตรยังเหลือติดก้นบาตรอยู่อีกเพียงเล็กน้อย ซึ่งต่อมาท่านได้นำพลอยเหล่านั้นมาทุบเป็นเม็ดเล็ก ๆ แล้วฝังลงในวัตถุมลคลที่ท่านสร้างสมัยที่ท่านเริ่มจำพรรษาที่สำนักสงฆ์ป่ามหาวัน ในปีแรก ๆ ประมาณ ปี พ.ศ ๒๕๓๖ - ๓๗

ข่าวพระธุดงค์แจกพลอย ได้แพร่สะพัดไปถึงหูพวกพ่อค้าพลอย พวกพ่อค้าพลอยต่างพากันสืบหาตัวท่านครูบา ฯ ไปในที่ต่าง ๆ

แต่ก็ไม่พบตัวท่านแต่ประการใด เพราะเขาไม่รู้ว่าท่านครูบา ฯ หน้าตาเป็นอย่างไร ถึงกับมาถามหาพระธุดงค์รูปนั้นกับตัวท่านครูบา ฯ เองโดยตรงก็ยังมี

ทีผมนำเรื่องนี้ที่ได้ฟังจากคุณลือชา เลิศล้ำ ( น้องชาย ) มาเล่าสู่ทุกท่านได้อ่านกันในที่นี้ เพื่อเป็นการย้ำว่า ท่านครูบา ฯ ท่านมีเมตตากับทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา เชื่อว่าศิษย์หลายท่านคงได้ประสพการณ์กับตัวท่านเองบ้าง ไม่มากก็น้อย สาธุ.



๙๙๙๙๙๙๙๙๙
ชมรมศิษย์ครูบากฤษณะ อินทวัณโณ
ติดต่อ เฮียกิตติ
081 813 1935
Email : bantanthai@gmail.com

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ปรามศิษย์ดื้อ

 

ปรามศิษย์ดื้อ


เนื่องในวาระครบ ๕ รอบ สิริอายุครบ ๖๐ ปี ของท่านครูบากฤษณะ อินทวัณโณ ในวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ ๒๕๕๗

ผมขอนำเกล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้ยินมาเกี่ยวประวัติบางช่วงบางตอนของท่านมาเผยแพร่เพื่อเป็นอนุสรณ์ โดยเฉพาะเรื่องราวที่พิศดารที่เกิดขึ้นกับท่านครูบา ฯ เมื่อคราวที่ท่านเดินธุดงค์อยู่ตามป่าเขา ถ้ำลึก หน้าผาสูงชัน

จึงมีเรื่องมากมายที่ท่านครูบา ฯ ได้ประสพพบเจอกับตัวท่านเอง ดังเช่น.:- เรื่องที่ผมได้เล่าไปบ้างแล้ว เป็นต้น

วันนี้ผมจะเล่าเรื่องราวที่พิสดาร มหัศจรรย์พันลึก ลี้ลับ เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ เป็นยิ่งนัก

เรื่องที่ผมจะเล่าในวันนี้คือเรื่อง... “ปรามศิษย์ดื้อ” เรื่องราวจะเป็นเช่นไร พิศดาร มากน้อยแค่ไหน โปรดติดตาม

ช่วงปลายของการธุดงค์จาริกไปตามป่าเขาของท่านครูบา ฯ ก่อนที่ท่านจะตั้งสำนักสงฆ์ป่ามหาวัน ครบุรี เป็นช่วงเวลาที่กระแสการปฏิบัติธรรมและเข้าปริวาสของพระภิกษุกำลังมาแรง ญาติโยมก็ชื่นชอบศรัทธาไปตามกระแสเป็นจำนวนมาก
พระสหธรรมมิกของท่านรูปหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าสำนักสงฆ์แห่งหนึ่งในเขต อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี เป็นอีกสำนักหนึ่งที่ได้รับความศรัทธาจากสาธุชนทั้งในพื้นที่ใกล้เคียงและห่างใกล ได้นำลูกหลานมาบวชเป็นพระในสำนักสงฆ์แห่งนี้ หรือบวชมาจากที่อื่นแต่มามอบตัวขอเป็นพระลูกศิษย์จำพรรษาอยู่ด้วยก็มาก เจ้าสำนักแห่งนี้คือพระอาจารย์ประสิทธิ์ ( ปัจจุบันลาสิกขาบทแล้ว )

เป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่ท่านครูบา ฯ มักจะแวะเวียนไปมาหาสู่อยู่เสมอ ๆ

และที่สำนักสงฆ์แห่งนี้เองที่ผมได้รู้จักกับท่านครูบา ฯ โดยผ่านทางบิดา และ น้องชายของผมเอง ซึ่งเคารพนับถือท่านครูบา ฯ มาก

ที่สำนักสงฆ์แห่งนี้จะจัดให้มีงานเข้าปริวาสกรรม เป็นประจำทุกปี ( คำว่า ปริวาส นี้มีมาแต่สมัยพุทธกาล เป็นชื่อของสังฆกรรมประเภทหนึ่ง ที่สงฆ์จะพึงกระทำ เพื่อการอยู่ชดใช้ เรียกสามัญว่า “การอยู่กรรม” เรียกรวมกันว่า “ปริวาสกรรม” เป็นระเบียบปฏิบัติสำหรับ ภิกษุที่ต้องอาบัติ )

ท่านครูบา ฯ ได้รับการนิมนต์จากพระอาจารย์ประสิทธิ์ ให้เป็นพระอาจารย์กรรม (พระพี่เลี้ยง) ของพระภิกษุที่มาเข้าปริวาสกรรม เป็นประจำทุกปีเช่นกันไม่ได้ขาด

ท่านครูบา ฯ ซึ่งเป็นพระผู้แตกฉานในพระไตรปิฎกเป็นอย่างยิ่ง และท่านยังเป็นพระผู้ปฏบัติธรรมอยู่ตามป่าเขามานาน ท่านจึงได้รับการมอบหมายให้เป็นพระอาจารย์กรรม รับหน้าที่เทศนาอบรมสั่งสอนพระภิกษุที่อยู่ปริวาสกรรม จนพระภิกษุที่มาเข้าปริวาสกรรม เกิดศรัทธาเลื่อมใสในตัวท่าน พากันมอบตัวของเป็นศิษย์ท่านหลายรูป ซึ่งก็มีพระน้องชายของผมรวมอยู่ด้วยรูปหนึ่ง

อีกประการหนึ่ง เหตุที่ท่านครูบา ฯ ได้รับความสนใจจากพระภิกษุที่มาเข้าปริวาสกรรม กระทั่งขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ เพราะท่านมีบุคลิกดูเคร่งขรึม อีกทั้งยังมีรอยสักยันต์เต็มตัวไปหมด ดูน่าเกรงขาม และพอรู้มาบ้างว่าท่านครูบา ฯ มีวิชาอาคมที่แก่กล้า เป็นที่ยอมรับของพระสหธรรมมิกที่เป็นอาจารย์ของพระภิกษุเหล่านั้น

เหตุการณ์ที่ผมจะเล่าเกิดขึ้นเมื่อคราวท่านครูบา ฯ นำพาพระลูกศิษย์เดินธุดงค์เข้าไปปฏิบัติธรรมในป่ากลางเขาใหญ่ อันเป็นสถานที่คุ้นเคยของท่าน

เมื่อเข้าไปอยู่ในป่าลึก พระลูกศิษย์ที่ยังไม่คุ้นเคยกับการอยู่ป่า ก็จะมีอาการหวาดกลัวต่าง ๆ นานา และบางครั้งก็มีอาการคึกคะนอง สร้างปัญหาสร้างความหนักใจให้ท่านครูบา ฯ อยู่บ่อยครั้ง

การนำพาพระลูกศิษย์ในการปฏิบัติธรรมของท่านครูบา ฯ ท่านจะไม่สอนว่าให้ทำอย่างโน้นให้ปฏิบัติอย่างนี้ แต่ท่านจะปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่างโดยไม่บอกให้พระลูกศิษย์รู้ตัวว่าท่านกำลังสอนการปฏิบัติธรรม ต้องดูเอาเอง ต้องปฏิบัติตามเอาเอง ทำให้พระลูกศิษย์คิดลองของด้วยการแสดงออกที่ดูไม่เหมาะสม ใช้คำพูดคำจาที่ไม่สมควร เหมือนจะไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวครูบา อาจารย์ ที่นำพามาอยู่กลางป่าเขา

วันหนึ่ง ท่านได้บอกให้พระลูกศิษย์รูปหนึ่งไปตัดต้นไผ่ลำไม่โตนักมาให้ท่านหนึ่งลำ พระลูกศิษย์รุปนั้นหายไปสักครู่ก็ได้ต้นไผ่มาถวายท่านหนึ่งลำ ยาวประมาณวากว่า ๆ

ท่านครูบา ฯ รับต้นไผ่มาจากพระลูกศิษย์รูปนั้นแล้ว ท่านก็บอกให้พระลูกศิษย์ทุกรูปที่นั่งอยู่รวมกันว่า ...” พวกท่านคอยดูนะ ”

พอท่านพูดจบ ท่านลุกยืนขึ้น แล้วหลับตายืนบริกรรมคาถาอยู่พักหนึ่ง

พระลูกศิษย์ต่างพากันนิ่งเงียบ เพราะไม่รู้ว่าท่านครูบา ฯ จะทำอะไรต่อไปนั้นเอง

ท่านครูบา ฯ ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เดินก้าวไปข้างหน้า ยืนด้วยท่าทางที่มั่นคง หันหน้าไปทางต้นไม้ขนาดใหญ่ต้นหนึ่งที่อยู่ข้างหน้า มือขวาจับลำไผ่ไว้ในมือแน่น ในท่าเหมือนทหารโบราณเตรียมจะพุ่งหอกออกไปจากมือ

ท่านครูบา ฯ ยกลำไผ่ขึ้นในท่าทหารพุ่งหอก และพุ่งลำไผ่ออกไปจากมือทันที

ลำไผ่พุ่งตรงไปยังต้นไม้ไหญ่ต้นนั้น และเสียบเข้าไปในต้นไม้ใหญ่ ลำไผ่ยาวเป็นวาเสียบหายเข้าไปเกือบครึ่งหนึ่ง

พระลูกศิษย์พากันตกตะลึงพึงเพิด อยู่พักหนึ่ง

ท่านครูบา ฯ บอกให้พระลูกศิษย์รูปหนึ่งเดินไปดึงลำไผ่ที่ฝังอยู่กับต้นไม้ใหญ่มาให้ท่าน

พระลูกศิษย์รูปนั้นเดินไปที่ต้นไม้ใหญ่ แล้วใช้สองมือดึงลำไผ่เต็มแรง

แต่...ออกแรงเท่าไรพระลูกศิษย์รูปนั้นก็ดึงลำไผ่ลำนั้นออกจากต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นไม่ได้

ท่านครูบา ฯ บอกให้พระลูกศิษย์รูปอื่น ลองไปดึงดูบ้าง

พระลูกศิษย์ต่างพากันดึงลำไผ่ลำนั้นออกจากต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นจนครบทุกรูป ลำไผ่ลำนั้นก็ยังเสียบติดอยู่กับต้นไม้ใหญ่เหมือนเดิม

พระลูกศิษย์เหล่านั้นหมดหนทางที่จะดึงลำไผ่ออกมาจากต้นไม้ใหญ่ตั้นนั้นได้ ต่างพากันออกปากยอมแพ้ท่านครูบา ฯ แต่โดยดี

เหตุการณ์นี้เป็นผลให้ท่านครูบา ฯ ได้รับการยอมรับจากพระลูกศิษย์โดยไร้ข้อกังขา ต่างพากันเคารพกราบไหว้ด้วยความสนิทใจ และพากันนำเหตุการณ์ครั้งโจทย์ขาน ต่อ ๆ กันไป จนเป็นที่เรื่องลือในหมู่พระลูกศิษย์และลูกศิษย์ลูกหาในรุ่นต่อ ๆ มา

ผมนำเรื่องนี้มาเล่าเพื่อเป็นย้ำว่า ท่านครูบา ฯ ท่านมีเมตตากับทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา เมื่อมีปัญหา หรือเหตุอึดอัดใจประการใด ท่านจะมีวิธีแก้ไขปัญหานั้น ๆ เสมอ เชื่อว่าศิษย์หลายท่านคงได้ประสพการณ์กับตัวท่านเองบ้าง ไม่มากก็น้อย สาธุ



๙๙๙๙๙๙๙๙๙
ชมรมศิษย์ครูบากฤษณะ อินทวัณโณ
ติดต่อ เฮียกิตติ
081 813 1935
Email : bantanthai@gmail.com

วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เณรน้อยเทวดา

เณรน้อยเทวดา

เนื่องในวาระครบ ๕ รอบ สิริอายุครบ ๖๐ ปี ของท่านครูบากฤษณะ อินทวัณโณ ในวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ ๒๕๕๗

ผมขอนำเกล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้ยินมาเกี่ยวประวัติบางช่วงบางตอนของท่านมาเผยแพร่เพื่อเป็นอนุสรณ์ โดยเฉพาะเรื่องราวที่พิศดารที่เกิดขึ้นกับท่านครูบา ฯ เมื่อคราวที่ท่านเดินธุดงค์อยู่ตามป่าเขา ถ้ำลึก หน้าผาสูงชัน

จึงมีเรื่องมากมายที่ท่านครูบา ฯ ได้ประสพพบเจอกับตัวท่านเอง ดังเช่น.:- เรื่องที่ผมได้เล่าไปบ้างแล้ว เป็นต้น

วันนี้ผมจะเล่าเรื่องราวที่พิสดาร มหัศจรรย์พันลึก ลี้ลับ เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ เป็นยิ่งนัก

เรื่องที่ผมจะเล่าในวันนี้คือเรื่อง... “ เณรน้อยเทวดา ”
เณรน้อยเทวดา เป็นข้อกังขาของท่านครูบา ฯ มาจนกระทั้งทุกวันนี้ว่า เป็นท่านหลวงปู่ใหญ่พระครูเทพโลกอุดร แปลงกายมาแสดงให้ท่านได้เห็นหรือไม่...???

ต้องติดตามเรื่อง " เณรน้อยเทวดา " ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมจะเล่าให้ท่านได้ฟังกันต่อไปนี้.

บอกก่อนก็ได้ว่า...เรื่องนี้เกิดในฤดูหนาว ( เป็นช่วงที่หนาวจัดมากด้วย ) บนยอดภูกระดึง ณ. บริเวณหน้าผาแห่งหนึ่ง.

ถ้าท่านพร้อมแล้วผมเริ่มเลยนะครับ

เช่นเคยครับ หลังจากที่ท่าน ครูบา ฯ อุปสมบทได้หลายพรรษาแล้ว การเดินธุดงค์ของท่านได้แยกกันกับพระสหธรรมมิก เหลือแต่ท่านครูบา ฯ องค์เดี่ยวที่ยังธุดงค์จาริกไปตามป่าเขา

คราวนี้ ท่านครูบา ฯ ได้เดินธุดงค์ไปที่ภูกระดึงจังหวัดเลย ซึ่งท่านทราบว่าตามหน้าผาสูงชันของภูกระดึง จะมีเพิงหินยื่นออกมา และที่เพิงหินนั้นมีแอ่ง มีโพรง ที่พอจะให้พักอาศัยได้ เพิงหินที่จะใช้เป็นที่พักที่ว่านี้ สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ข้างล่างได้กว้างไกลและดูสวยงามสะบายตา อากาศดี เหมาะสำหรับใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรม เหมาะแก่การเจริญภาวณา เหมาะแก่การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เป็นอย่างยิ่ง

แต่ลำบากมากเพราะต้องปีนป่ายขึ้น ลงไปตามหน้าผาที่สูงชัน ต้องใช้ความวิริยะอุตสาห์ ความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ความตั้งใจอันแรงกล้า จึงจะสามารถทำเช่นนั้นได้

ช่วงที่ท่านเดินธุดงค์ไปภูกระดึงในคราวนี้นั้น เป็นช่วงฤดูหนาว ในยามค่ำคืนอากาศจะหนาวเย็นมาก เรียกว่าหนาวจัดเลยทีเดียว

ท่านเลือกเอาหน้าผาที่ไม่มีนักท่องเที่ยวไปถึง กลางวันท่านจะเจริญภาวณาอยู่ตามเพิงหิน จนกว่าจะค่ำ เมื่อใกล้ค่ำท่านก็จะปีนหน้าผาขึ้นมาอยู่ข้างบนติดกับหน้าผา ซี่งเป็นลานกว้าง มองเห็นท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ

ท่านปฏิบิติอยู่เช่นนี้มาหลายราตรีกาล

ท่ามกลางความหนาวเหน็บ ท่านต้องห่มจีวรหลาย ๆ ชั้น ซ้อน ๆ กัน แทนผ้าห่ม แต่ยังยังไม่วายหนาวเย็นเข้าไปถึงทรวงอยู่นั้นเอง

ณ.ราตรีกาลหนึ่ง ค่ำคืนอันน่าทึ่งก็มาถึง

เวลาผ่านพ้นเที่ยงคืนมาแล้ว ขณะที่ท่านครูบา ฯ กำลังนั่งเจริญภาวณาเข้าวิปัสสนากรรมฐานอยู่นั้น

แม้ท่านจะห่มด้วยจีวรที่หนาหลายชั้น ก็ไม่วายที่จะออกอาการหนาวจนสั่น มือไม้เย็นจนชา ลมหายใจออกกระทบกับแสงจันทร์ ดูเหมือนไอหมอกไม่ต้องเพ่งดูก็เห็นได้

ขณะนั้นเอง ท่านรู้สึกว่ามีมือน้อย ๆ มาทาบที่แผ่นหลังของท่านเบา ๆ พอที่ท่านจะรู้สึกตัวได้ ท่านรู้สึกตัวท่านว่าความหนาวที่มันหนาวเหน็บเข้ากระดูกอยู่เมื่อสักครู่ มันหายไปจนหมดสิ้น ท่านหายหนาว ท่านไม่รู้สึกหนาวอีกเลย ท่านรู้สึกอุ่นขึ้นมาแทนทันทีในช่วงเวลานั้น

ท่านได้ออกจากการเจริญภาวณา ออกจากการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ท่านค่อย ๆ ลืมตาขึ้น และค่อย ๆ หันกลับไปมองข้างหลังของท่านที่ถูกผ่ามือน้อย ๆ มากระทบ

ภาพที่ท่านเห็นคือ สามเณรตัวน้อย ๆ หน้าตาดีดูสะอาดสะอ้าน ท่านเดาว่าอายุไม่น่าจะเกิน ๑๒ ขวบ สวมผ้าอังสะ นุ่งผ้าสบง มีจีวรพาดบ่าอีกหนึ่งผืน ไม่แสดงอาการหนาวเย็นให้ท่านครูบา ฯ เห็นเลยแม้แต่น้อย

สามเณรน้อยยิ้มให้ท่าน ท่านก็ยิ้มรับเหมือนดั่งคุ้นเคยกันมาก่อนหลายสิบปี

ท่านครูบา ฯ เล่าว่า...ท่านไม่ได้คุย ไม่ได้ถามอะไรกับสามเณรน้อยนั้นเลยสักคำ ทั้งท่านและสามเณรน้อยได้นั่งเจริญภาวณา เจริญวิปัสสนากรรมฐาน อยู่ด้วยกันจนเกือบจะรุ่งสา

เวลาจวนใกล้จะสว่าง สามเณรน้อย ได้เรียกท่านครูบา ฯ ให้ออกจากการเจริญภาวณา เจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพราะใกล้จะสว่างแล้ว

สามเณรน้อย ได้บอกให้ท่านครูบา ฯ นั่งรออยู่ตรงนั้น อย่าเพิ่งลงไปที่พักก่อนที่สามเณรน้อยจะกลับมา

สามเณรน้อยกำชับท่านครูบา ฯ ให้รออยู่ตรงนั้น ซ้ำอีกครั้ง แล้วก็เดินจากไป

ท่านครูบา ฯ ได้นั่งรอตามที่สามเณรน้อยบอก อยู่ตรงบริเวณหน้าผานั้นจนกระทั้งตะวันโพล่พ้นขอบฟ้า แสงเงินแสงทองผ่องอำไพตระการตา

เกือบสายของวันใหม่ ท่านครูบา ฯ มองเห็นสามเณรน้อยเดินมาทางลานกว้าง เดินหิ้วของพะรุงพะรังมาแต่ไกล

เมื่อสามเณรน้อยเดินมาใกล้ ๆ ท่านจึงได้เห็นว่าสามเณรน้อยกำลังเดินอุ้มบาตรที่เต็มไปด้วยข้าวสุก และหิ้วห่อกับข้าวมาด้วยจนดูพะรุงพะรัง

สามเณรน้อยเดินมาถึงที่ท่านครูบา ฯนั่งรออยู่ แล้วนั่งลง พร้อมกับตักแบ่งข้าวจากบาตร และคัดแยกกับข้าวส่วนหนึ่งถวายท่านครูบา ฯ

ท่านครูบา ฯ ก็รับไว้ด้วยความมึนงง ตกอยู่ในอาการเหมือนคนนอนฝั

สามเณรน้อยได้พูดกับท่านครูบา ฯ ว่า “ ผมลงไปบิณฑบาตรที่ตลาดข้างล่างโน้นมา “

พร้อมกับชี้มือไปทางเมืองชัยภูมิ

“ ได้อาหารที่ญาติโยมในตลาดชัยภูมิ ใส่บาตรมาเยอะแยะ อย่างที่ท่านพระอาจารย์เห็นนี้แหละ “

สามเณรน้อยเรียกท่านครูบา ฯ ว่าพระอาจารย์ เหมือนคุ้นเคยกันมาหลายร้อยปี

“ ผมขอลาพระอาจารย์ไปเพียงแค่นี้แหละนะ เอาไว้ปี.......ผมกับพระอาจารย์ค่อยกลับมาพบกันใหม่อีกครั้งหนึ่งนะ “

ก่อนจากกันสามเณรน้อยพูดเป็นประโยคสุดท้ายว่า “ ผมพักอยู่หน้าผาฝั่งโน้น ”

พร้อมกับชี้มือไปทางหน้าผาที่สามเณรน้อยบอก

พูดจบสามเณรน้อยก็เดินตรงไปทางหน้าผานั้น และเดินลงหน้าผมจากไป และเดินหายไปตรงหน้าผาที่สามเณรน้อยบอกนั้นเอง.

เรื่อง “ เณรน้อยเทวดา “ นี้ท่านครูบา ฯ ท่านเล่าให้ผมฟังมาหลายครั้ง แต่เล่าให้ผมฟังมานานนับสิบปีมาแล้ว บางครั้งก็เล่าอย่างละเอียด บางครั้งก็เล่าอย่างรวบรัดย่นย่อ บางครั้งผมเองนอนฟังจนหลับไปก็มี

ขอให้กุศลผลบุญที่เกิดจากการนำเรื่องเก่า ๆ ที่เกี่ยวกับท่านครูบา ฯ มาเล่าอีกครั้งหนึ่งในคราวนี้ จงส่งผลให้ทุกท่านจงประสพแต่ความสุข ความเจริญ และโชคดี โชคดี ทุกท่าน สาธุ.

 

๙๙๙๙๙๙๙๙๙
ชมรมศิษย์ครูบากฤษณะ อินทวัณโณ
ติดต่อ เฮียกิตติ
081 813 1935
Email : bantanthai@gmail.com