วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ปรามศิษย์ดื้อ

 

ปรามศิษย์ดื้อ


เนื่องในวาระครบ ๕ รอบ สิริอายุครบ ๖๐ ปี ของท่านครูบากฤษณะ อินทวัณโณ ในวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ ๒๕๕๗

ผมขอนำเกล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้ยินมาเกี่ยวประวัติบางช่วงบางตอนของท่านมาเผยแพร่เพื่อเป็นอนุสรณ์ โดยเฉพาะเรื่องราวที่พิศดารที่เกิดขึ้นกับท่านครูบา ฯ เมื่อคราวที่ท่านเดินธุดงค์อยู่ตามป่าเขา ถ้ำลึก หน้าผาสูงชัน

จึงมีเรื่องมากมายที่ท่านครูบา ฯ ได้ประสพพบเจอกับตัวท่านเอง ดังเช่น.:- เรื่องที่ผมได้เล่าไปบ้างแล้ว เป็นต้น

วันนี้ผมจะเล่าเรื่องราวที่พิสดาร มหัศจรรย์พันลึก ลี้ลับ เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ เป็นยิ่งนัก

เรื่องที่ผมจะเล่าในวันนี้คือเรื่อง... “ปรามศิษย์ดื้อ” เรื่องราวจะเป็นเช่นไร พิศดาร มากน้อยแค่ไหน โปรดติดตาม

ช่วงปลายของการธุดงค์จาริกไปตามป่าเขาของท่านครูบา ฯ ก่อนที่ท่านจะตั้งสำนักสงฆ์ป่ามหาวัน ครบุรี เป็นช่วงเวลาที่กระแสการปฏิบัติธรรมและเข้าปริวาสของพระภิกษุกำลังมาแรง ญาติโยมก็ชื่นชอบศรัทธาไปตามกระแสเป็นจำนวนมาก
พระสหธรรมมิกของท่านรูปหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าสำนักสงฆ์แห่งหนึ่งในเขต อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี เป็นอีกสำนักหนึ่งที่ได้รับความศรัทธาจากสาธุชนทั้งในพื้นที่ใกล้เคียงและห่างใกล ได้นำลูกหลานมาบวชเป็นพระในสำนักสงฆ์แห่งนี้ หรือบวชมาจากที่อื่นแต่มามอบตัวขอเป็นพระลูกศิษย์จำพรรษาอยู่ด้วยก็มาก เจ้าสำนักแห่งนี้คือพระอาจารย์ประสิทธิ์ ( ปัจจุบันลาสิกขาบทแล้ว )

เป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่ท่านครูบา ฯ มักจะแวะเวียนไปมาหาสู่อยู่เสมอ ๆ

และที่สำนักสงฆ์แห่งนี้เองที่ผมได้รู้จักกับท่านครูบา ฯ โดยผ่านทางบิดา และ น้องชายของผมเอง ซึ่งเคารพนับถือท่านครูบา ฯ มาก

ที่สำนักสงฆ์แห่งนี้จะจัดให้มีงานเข้าปริวาสกรรม เป็นประจำทุกปี ( คำว่า ปริวาส นี้มีมาแต่สมัยพุทธกาล เป็นชื่อของสังฆกรรมประเภทหนึ่ง ที่สงฆ์จะพึงกระทำ เพื่อการอยู่ชดใช้ เรียกสามัญว่า “การอยู่กรรม” เรียกรวมกันว่า “ปริวาสกรรม” เป็นระเบียบปฏิบัติสำหรับ ภิกษุที่ต้องอาบัติ )

ท่านครูบา ฯ ได้รับการนิมนต์จากพระอาจารย์ประสิทธิ์ ให้เป็นพระอาจารย์กรรม (พระพี่เลี้ยง) ของพระภิกษุที่มาเข้าปริวาสกรรม เป็นประจำทุกปีเช่นกันไม่ได้ขาด

ท่านครูบา ฯ ซึ่งเป็นพระผู้แตกฉานในพระไตรปิฎกเป็นอย่างยิ่ง และท่านยังเป็นพระผู้ปฏบัติธรรมอยู่ตามป่าเขามานาน ท่านจึงได้รับการมอบหมายให้เป็นพระอาจารย์กรรม รับหน้าที่เทศนาอบรมสั่งสอนพระภิกษุที่อยู่ปริวาสกรรม จนพระภิกษุที่มาเข้าปริวาสกรรม เกิดศรัทธาเลื่อมใสในตัวท่าน พากันมอบตัวของเป็นศิษย์ท่านหลายรูป ซึ่งก็มีพระน้องชายของผมรวมอยู่ด้วยรูปหนึ่ง

อีกประการหนึ่ง เหตุที่ท่านครูบา ฯ ได้รับความสนใจจากพระภิกษุที่มาเข้าปริวาสกรรม กระทั่งขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ เพราะท่านมีบุคลิกดูเคร่งขรึม อีกทั้งยังมีรอยสักยันต์เต็มตัวไปหมด ดูน่าเกรงขาม และพอรู้มาบ้างว่าท่านครูบา ฯ มีวิชาอาคมที่แก่กล้า เป็นที่ยอมรับของพระสหธรรมมิกที่เป็นอาจารย์ของพระภิกษุเหล่านั้น

เหตุการณ์ที่ผมจะเล่าเกิดขึ้นเมื่อคราวท่านครูบา ฯ นำพาพระลูกศิษย์เดินธุดงค์เข้าไปปฏิบัติธรรมในป่ากลางเขาใหญ่ อันเป็นสถานที่คุ้นเคยของท่าน

เมื่อเข้าไปอยู่ในป่าลึก พระลูกศิษย์ที่ยังไม่คุ้นเคยกับการอยู่ป่า ก็จะมีอาการหวาดกลัวต่าง ๆ นานา และบางครั้งก็มีอาการคึกคะนอง สร้างปัญหาสร้างความหนักใจให้ท่านครูบา ฯ อยู่บ่อยครั้ง

การนำพาพระลูกศิษย์ในการปฏิบัติธรรมของท่านครูบา ฯ ท่านจะไม่สอนว่าให้ทำอย่างโน้นให้ปฏิบัติอย่างนี้ แต่ท่านจะปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่างโดยไม่บอกให้พระลูกศิษย์รู้ตัวว่าท่านกำลังสอนการปฏิบัติธรรม ต้องดูเอาเอง ต้องปฏิบัติตามเอาเอง ทำให้พระลูกศิษย์คิดลองของด้วยการแสดงออกที่ดูไม่เหมาะสม ใช้คำพูดคำจาที่ไม่สมควร เหมือนจะไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวครูบา อาจารย์ ที่นำพามาอยู่กลางป่าเขา

วันหนึ่ง ท่านได้บอกให้พระลูกศิษย์รูปหนึ่งไปตัดต้นไผ่ลำไม่โตนักมาให้ท่านหนึ่งลำ พระลูกศิษย์รุปนั้นหายไปสักครู่ก็ได้ต้นไผ่มาถวายท่านหนึ่งลำ ยาวประมาณวากว่า ๆ

ท่านครูบา ฯ รับต้นไผ่มาจากพระลูกศิษย์รูปนั้นแล้ว ท่านก็บอกให้พระลูกศิษย์ทุกรูปที่นั่งอยู่รวมกันว่า ...” พวกท่านคอยดูนะ ”

พอท่านพูดจบ ท่านลุกยืนขึ้น แล้วหลับตายืนบริกรรมคาถาอยู่พักหนึ่ง

พระลูกศิษย์ต่างพากันนิ่งเงียบ เพราะไม่รู้ว่าท่านครูบา ฯ จะทำอะไรต่อไปนั้นเอง

ท่านครูบา ฯ ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เดินก้าวไปข้างหน้า ยืนด้วยท่าทางที่มั่นคง หันหน้าไปทางต้นไม้ขนาดใหญ่ต้นหนึ่งที่อยู่ข้างหน้า มือขวาจับลำไผ่ไว้ในมือแน่น ในท่าเหมือนทหารโบราณเตรียมจะพุ่งหอกออกไปจากมือ

ท่านครูบา ฯ ยกลำไผ่ขึ้นในท่าทหารพุ่งหอก และพุ่งลำไผ่ออกไปจากมือทันที

ลำไผ่พุ่งตรงไปยังต้นไม้ไหญ่ต้นนั้น และเสียบเข้าไปในต้นไม้ใหญ่ ลำไผ่ยาวเป็นวาเสียบหายเข้าไปเกือบครึ่งหนึ่ง

พระลูกศิษย์พากันตกตะลึงพึงเพิด อยู่พักหนึ่ง

ท่านครูบา ฯ บอกให้พระลูกศิษย์รูปหนึ่งเดินไปดึงลำไผ่ที่ฝังอยู่กับต้นไม้ใหญ่มาให้ท่าน

พระลูกศิษย์รูปนั้นเดินไปที่ต้นไม้ใหญ่ แล้วใช้สองมือดึงลำไผ่เต็มแรง

แต่...ออกแรงเท่าไรพระลูกศิษย์รูปนั้นก็ดึงลำไผ่ลำนั้นออกจากต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นไม่ได้

ท่านครูบา ฯ บอกให้พระลูกศิษย์รูปอื่น ลองไปดึงดูบ้าง

พระลูกศิษย์ต่างพากันดึงลำไผ่ลำนั้นออกจากต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นจนครบทุกรูป ลำไผ่ลำนั้นก็ยังเสียบติดอยู่กับต้นไม้ใหญ่เหมือนเดิม

พระลูกศิษย์เหล่านั้นหมดหนทางที่จะดึงลำไผ่ออกมาจากต้นไม้ใหญ่ตั้นนั้นได้ ต่างพากันออกปากยอมแพ้ท่านครูบา ฯ แต่โดยดี

เหตุการณ์นี้เป็นผลให้ท่านครูบา ฯ ได้รับการยอมรับจากพระลูกศิษย์โดยไร้ข้อกังขา ต่างพากันเคารพกราบไหว้ด้วยความสนิทใจ และพากันนำเหตุการณ์ครั้งโจทย์ขาน ต่อ ๆ กันไป จนเป็นที่เรื่องลือในหมู่พระลูกศิษย์และลูกศิษย์ลูกหาในรุ่นต่อ ๆ มา

ผมนำเรื่องนี้มาเล่าเพื่อเป็นย้ำว่า ท่านครูบา ฯ ท่านมีเมตตากับทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา เมื่อมีปัญหา หรือเหตุอึดอัดใจประการใด ท่านจะมีวิธีแก้ไขปัญหานั้น ๆ เสมอ เชื่อว่าศิษย์หลายท่านคงได้ประสพการณ์กับตัวท่านเองบ้าง ไม่มากก็น้อย สาธุ



๙๙๙๙๙๙๙๙๙
ชมรมศิษย์ครูบากฤษณะ อินทวัณโณ
ติดต่อ เฮียกิตติ
081 813 1935
Email : bantanthai@gmail.com

วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เณรน้อยเทวดา

เณรน้อยเทวดา

เนื่องในวาระครบ ๕ รอบ สิริอายุครบ ๖๐ ปี ของท่านครูบากฤษณะ อินทวัณโณ ในวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ ๒๕๕๗

ผมขอนำเกล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้ยินมาเกี่ยวประวัติบางช่วงบางตอนของท่านมาเผยแพร่เพื่อเป็นอนุสรณ์ โดยเฉพาะเรื่องราวที่พิศดารที่เกิดขึ้นกับท่านครูบา ฯ เมื่อคราวที่ท่านเดินธุดงค์อยู่ตามป่าเขา ถ้ำลึก หน้าผาสูงชัน

จึงมีเรื่องมากมายที่ท่านครูบา ฯ ได้ประสพพบเจอกับตัวท่านเอง ดังเช่น.:- เรื่องที่ผมได้เล่าไปบ้างแล้ว เป็นต้น

วันนี้ผมจะเล่าเรื่องราวที่พิสดาร มหัศจรรย์พันลึก ลี้ลับ เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ เป็นยิ่งนัก

เรื่องที่ผมจะเล่าในวันนี้คือเรื่อง... “ เณรน้อยเทวดา ”
เณรน้อยเทวดา เป็นข้อกังขาของท่านครูบา ฯ มาจนกระทั้งทุกวันนี้ว่า เป็นท่านหลวงปู่ใหญ่พระครูเทพโลกอุดร แปลงกายมาแสดงให้ท่านได้เห็นหรือไม่...???

ต้องติดตามเรื่อง " เณรน้อยเทวดา " ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมจะเล่าให้ท่านได้ฟังกันต่อไปนี้.

บอกก่อนก็ได้ว่า...เรื่องนี้เกิดในฤดูหนาว ( เป็นช่วงที่หนาวจัดมากด้วย ) บนยอดภูกระดึง ณ. บริเวณหน้าผาแห่งหนึ่ง.

ถ้าท่านพร้อมแล้วผมเริ่มเลยนะครับ

เช่นเคยครับ หลังจากที่ท่าน ครูบา ฯ อุปสมบทได้หลายพรรษาแล้ว การเดินธุดงค์ของท่านได้แยกกันกับพระสหธรรมมิก เหลือแต่ท่านครูบา ฯ องค์เดี่ยวที่ยังธุดงค์จาริกไปตามป่าเขา

คราวนี้ ท่านครูบา ฯ ได้เดินธุดงค์ไปที่ภูกระดึงจังหวัดเลย ซึ่งท่านทราบว่าตามหน้าผาสูงชันของภูกระดึง จะมีเพิงหินยื่นออกมา และที่เพิงหินนั้นมีแอ่ง มีโพรง ที่พอจะให้พักอาศัยได้ เพิงหินที่จะใช้เป็นที่พักที่ว่านี้ สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ข้างล่างได้กว้างไกลและดูสวยงามสะบายตา อากาศดี เหมาะสำหรับใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรม เหมาะแก่การเจริญภาวณา เหมาะแก่การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เป็นอย่างยิ่ง

แต่ลำบากมากเพราะต้องปีนป่ายขึ้น ลงไปตามหน้าผาที่สูงชัน ต้องใช้ความวิริยะอุตสาห์ ความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ความตั้งใจอันแรงกล้า จึงจะสามารถทำเช่นนั้นได้

ช่วงที่ท่านเดินธุดงค์ไปภูกระดึงในคราวนี้นั้น เป็นช่วงฤดูหนาว ในยามค่ำคืนอากาศจะหนาวเย็นมาก เรียกว่าหนาวจัดเลยทีเดียว

ท่านเลือกเอาหน้าผาที่ไม่มีนักท่องเที่ยวไปถึง กลางวันท่านจะเจริญภาวณาอยู่ตามเพิงหิน จนกว่าจะค่ำ เมื่อใกล้ค่ำท่านก็จะปีนหน้าผาขึ้นมาอยู่ข้างบนติดกับหน้าผา ซี่งเป็นลานกว้าง มองเห็นท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ

ท่านปฏิบิติอยู่เช่นนี้มาหลายราตรีกาล

ท่ามกลางความหนาวเหน็บ ท่านต้องห่มจีวรหลาย ๆ ชั้น ซ้อน ๆ กัน แทนผ้าห่ม แต่ยังยังไม่วายหนาวเย็นเข้าไปถึงทรวงอยู่นั้นเอง

ณ.ราตรีกาลหนึ่ง ค่ำคืนอันน่าทึ่งก็มาถึง

เวลาผ่านพ้นเที่ยงคืนมาแล้ว ขณะที่ท่านครูบา ฯ กำลังนั่งเจริญภาวณาเข้าวิปัสสนากรรมฐานอยู่นั้น

แม้ท่านจะห่มด้วยจีวรที่หนาหลายชั้น ก็ไม่วายที่จะออกอาการหนาวจนสั่น มือไม้เย็นจนชา ลมหายใจออกกระทบกับแสงจันทร์ ดูเหมือนไอหมอกไม่ต้องเพ่งดูก็เห็นได้

ขณะนั้นเอง ท่านรู้สึกว่ามีมือน้อย ๆ มาทาบที่แผ่นหลังของท่านเบา ๆ พอที่ท่านจะรู้สึกตัวได้ ท่านรู้สึกตัวท่านว่าความหนาวที่มันหนาวเหน็บเข้ากระดูกอยู่เมื่อสักครู่ มันหายไปจนหมดสิ้น ท่านหายหนาว ท่านไม่รู้สึกหนาวอีกเลย ท่านรู้สึกอุ่นขึ้นมาแทนทันทีในช่วงเวลานั้น

ท่านได้ออกจากการเจริญภาวณา ออกจากการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ท่านค่อย ๆ ลืมตาขึ้น และค่อย ๆ หันกลับไปมองข้างหลังของท่านที่ถูกผ่ามือน้อย ๆ มากระทบ

ภาพที่ท่านเห็นคือ สามเณรตัวน้อย ๆ หน้าตาดีดูสะอาดสะอ้าน ท่านเดาว่าอายุไม่น่าจะเกิน ๑๒ ขวบ สวมผ้าอังสะ นุ่งผ้าสบง มีจีวรพาดบ่าอีกหนึ่งผืน ไม่แสดงอาการหนาวเย็นให้ท่านครูบา ฯ เห็นเลยแม้แต่น้อย

สามเณรน้อยยิ้มให้ท่าน ท่านก็ยิ้มรับเหมือนดั่งคุ้นเคยกันมาก่อนหลายสิบปี

ท่านครูบา ฯ เล่าว่า...ท่านไม่ได้คุย ไม่ได้ถามอะไรกับสามเณรน้อยนั้นเลยสักคำ ทั้งท่านและสามเณรน้อยได้นั่งเจริญภาวณา เจริญวิปัสสนากรรมฐาน อยู่ด้วยกันจนเกือบจะรุ่งสา

เวลาจวนใกล้จะสว่าง สามเณรน้อย ได้เรียกท่านครูบา ฯ ให้ออกจากการเจริญภาวณา เจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพราะใกล้จะสว่างแล้ว

สามเณรน้อย ได้บอกให้ท่านครูบา ฯ นั่งรออยู่ตรงนั้น อย่าเพิ่งลงไปที่พักก่อนที่สามเณรน้อยจะกลับมา

สามเณรน้อยกำชับท่านครูบา ฯ ให้รออยู่ตรงนั้น ซ้ำอีกครั้ง แล้วก็เดินจากไป

ท่านครูบา ฯ ได้นั่งรอตามที่สามเณรน้อยบอก อยู่ตรงบริเวณหน้าผานั้นจนกระทั้งตะวันโพล่พ้นขอบฟ้า แสงเงินแสงทองผ่องอำไพตระการตา

เกือบสายของวันใหม่ ท่านครูบา ฯ มองเห็นสามเณรน้อยเดินมาทางลานกว้าง เดินหิ้วของพะรุงพะรังมาแต่ไกล

เมื่อสามเณรน้อยเดินมาใกล้ ๆ ท่านจึงได้เห็นว่าสามเณรน้อยกำลังเดินอุ้มบาตรที่เต็มไปด้วยข้าวสุก และหิ้วห่อกับข้าวมาด้วยจนดูพะรุงพะรัง

สามเณรน้อยเดินมาถึงที่ท่านครูบา ฯนั่งรออยู่ แล้วนั่งลง พร้อมกับตักแบ่งข้าวจากบาตร และคัดแยกกับข้าวส่วนหนึ่งถวายท่านครูบา ฯ

ท่านครูบา ฯ ก็รับไว้ด้วยความมึนงง ตกอยู่ในอาการเหมือนคนนอนฝั

สามเณรน้อยได้พูดกับท่านครูบา ฯ ว่า “ ผมลงไปบิณฑบาตรที่ตลาดข้างล่างโน้นมา “

พร้อมกับชี้มือไปทางเมืองชัยภูมิ

“ ได้อาหารที่ญาติโยมในตลาดชัยภูมิ ใส่บาตรมาเยอะแยะ อย่างที่ท่านพระอาจารย์เห็นนี้แหละ “

สามเณรน้อยเรียกท่านครูบา ฯ ว่าพระอาจารย์ เหมือนคุ้นเคยกันมาหลายร้อยปี

“ ผมขอลาพระอาจารย์ไปเพียงแค่นี้แหละนะ เอาไว้ปี.......ผมกับพระอาจารย์ค่อยกลับมาพบกันใหม่อีกครั้งหนึ่งนะ “

ก่อนจากกันสามเณรน้อยพูดเป็นประโยคสุดท้ายว่า “ ผมพักอยู่หน้าผาฝั่งโน้น ”

พร้อมกับชี้มือไปทางหน้าผาที่สามเณรน้อยบอก

พูดจบสามเณรน้อยก็เดินตรงไปทางหน้าผานั้น และเดินลงหน้าผมจากไป และเดินหายไปตรงหน้าผาที่สามเณรน้อยบอกนั้นเอง.

เรื่อง “ เณรน้อยเทวดา “ นี้ท่านครูบา ฯ ท่านเล่าให้ผมฟังมาหลายครั้ง แต่เล่าให้ผมฟังมานานนับสิบปีมาแล้ว บางครั้งก็เล่าอย่างละเอียด บางครั้งก็เล่าอย่างรวบรัดย่นย่อ บางครั้งผมเองนอนฟังจนหลับไปก็มี

ขอให้กุศลผลบุญที่เกิดจากการนำเรื่องเก่า ๆ ที่เกี่ยวกับท่านครูบา ฯ มาเล่าอีกครั้งหนึ่งในคราวนี้ จงส่งผลให้ทุกท่านจงประสพแต่ความสุข ความเจริญ และโชคดี โชคดี ทุกท่าน สาธุ.

 

๙๙๙๙๙๙๙๙๙
ชมรมศิษย์ครูบากฤษณะ อินทวัณโณ
ติดต่อ เฮียกิตติ
081 813 1935
Email : bantanthai@gmail.com

 

เมื่อท่านต้องเป็นพระกฤษณะ

เมื่อท่านต้องเป็นพระกฤษณะ

เนื่องในวาระครบ ๕ รอบ สิริอายุครบ ๖๐ ปี ของท่านครูบากฤษณะ อินทวัณโณ ในวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ ๒๕๕๗

ผมขอนำเกล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้ยินมาเกี่ยวประวัติบางช่วงบางตอนของท่านมาเผยแพร่เพื่อเป็นอนุสรณ์ โดยเฉพาะเรื่องราวที่พิศดารที่เกิดขึ้นกับท่านครูบา ฯ เมื่อคราวที่ท่านเดินธุดงค์อยู่ตามป่าเขา ถ้ำลึก หน้าผาสูงชัน

จึงมีเรื่องมากมายที่ท่านครูบา ฯ ได้ประสพพบเจอกับตัวท่านเอง ดังเช่น.:- เรื่องที่ผมได้เล่าไปบ้างแล้ว เป็นต้น

วันนี้ผมจะเล่าเรื่องราวที่พิสดาร มหัศจรรย์พันลึก ลี้ลับ เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ เป็นยิ่งนัก

เรื่องที่ผมจะเล่าในวันนี้คือเรื่อง... “ เมื่อท่านต้องเป็นพระกฤษณะ ”

เรื่อง “ เมื่อท่านต้องเป็นพระกฤษณะ” เป็นเรื่องที่ก่อนท่านครูบา ฯ จะมาเป็นที่พึ่งของชาวโลก มีเรื่องราวอีกมากมาย กว่าจะมาเป็นครูบากฤษณะ เป็นพระเกจิ ที่มีแต่ความเมตตาเป็นที่ตั้ง

เรื่องที่ท่านต้องมาเป็นครูบากฤษณะ เริ่มต้นที่ถ้ำใหญ่ กลางป่าดงดิบแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิ ที่เป็นถ้ำอันศักสิทธิ์ ที่พระธุดงค์และคนธรรมดาเข้าไปแล้วยากที่จะมีชีวิตรอดออกมาได้

ผมเริ่มเล่าเลยนะครับ...

เรื่องนี้ผมได้รับฟังมาจากคุณลือชา เลิศล้ำ เจ้าของกิจการลือชาคาร์แคร์ ( น้องชาย ) ซึ่งสมัยบวชเป็นพระได้ไปเป็นลูกศิษย์ท่านครูบา ฯ และ ได้มีโอกาสเดินธุดงค์ติดตามไปกับท่านครูบา ฯ อยู่หลายปีครับ

คุณลือชาเล่าให้ผมฟังว่า...หลังจากที่ท่านครูบา ฯ อุปสมบทได้หลายพรรษาแล้ว การเดินธุดงค์ของท่านได้แยกกันกับพระสหธรรมมิก ซึ่งแยกย้ายกันไปประจำอยู่ตามวัดต่าง ๆ บ้าง ตั้งสำหนักใหม่ขึ้นมาเองบ้าง ตามจริตนิสัยและวาสนาบารมีของแต่ละท่าน บางท่านก็ลาสิกขาบทไปก็มี จึงเหลือแต่ท่านครูบา ฯ องค์เดี่ยวที่ยังธุดงค์จาริกไปตามป่าเขา

ท่านครูบา ฯ จะไม่อยู่ประจำตามวัด หรือ สำนักต่าง ๆ ยกเว้นช่วงที่ท่านถูกนิมนต์ให้มาช่วยในงานเข้าปริวาสของวัด หรือ สำนักต่าง ๆ จัดขึ้นเท่านั้น ซึ่งแม้แต่ช่วงเวลาที่มาช่วยงานเข้าปริวาส ได้เวลาพักผ่อนท่านก็จะปลีกตัวไปปักกลดตามป่าที่อยู่ห่างออกไปจากบริเวณวัดหรือสำนักที่จัดปริวาส ทุกคราวไป

มีอยู่ปีหนึ่งท่านครูบา ฯ ได้เดินธุดงค์ไปที่ภูเขาลูกหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิ ( ถ้าผู้เล่าจำไม่ผิดนะครับ ) ซึ่งท่านทราบว่ามีถ้ำใหญ่สวยงามอยู่บนเขาลูกนั้น ที่ถ้ำแห่งนี้น่าใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรมเหมาะแก่การเจริญภาวณาเป็นอย่างยิ่ง

ท่านจึงได้เดินธุดงค์มุ่งตรงสู่ภูเขาลูกนั้น และตรงไปหาถ้ำดังกล่าว และได้เข้าไปปลักกลดภายในถ้ำนั้นเพื่อทำการเจริญภาณาตามความตั้งใจอันแรงกล้าของท่าน

ข่าวการมีพระธุดงค์จะมาพักเพื่อเจริญภาวณาภายในถ้ำล่วงรู้ไปถึงช่าวบ้านที่อยู่ใกล้ภูเขาลูกดังกล่าว

ชาวบ้านต่างพากันเดินขึ้นเขาตรงไปที่ปากถ้ำ เมื่อไปพบกับท่านครูบา ฯ ต่างพากันทั้งบอกทั้งห้ามไม่ให้ท่านครูบา ฯ เข้าไปพักภายในถ้ำดังกล่าวอย่างเด็ดขาด

ชาวบ้านต่างพากันบอกท่านว่า เคยมีพระเข้าไปอยู่ภายในถ้ำนี้แล้วหลายองค์ แต่ละองค์ไม่เคยได้กลับออกมาให้ชาวบ้านได้เห็นหน้าอีกเลย

แม้ได้ฟังอย่างนั้นท่านครูบา ฯ ก็ยังยืนยันที่จะเข้าไปเจริญภาวณาภายในถ้ำให้จงได้ พวกชาวบ้านก็พยายาขัดขวางไม่ยอมให้ท่านเข้าไปอย่างเด็ดขาด

ท่านครูบา ฯ ไม่ต้องการจะขัดใจกับชาวบ้าน จึงยินยอมทำตามที่พวกชาวบ้านทั้งบอกทั้งห้ามอย่างไม่ยอมลดละแต่โดยดี

แต่ท่านขอปลักกลดพักอยู่ที่หน้าปากทางเข้าถ้ำแทน ซึ่งชาวบ้านก็ยินยอมตามความประสงค์ของท่าน แล้วพากลับลงจากเขากลับบ้านไป

เรื่องยังไม่ยุติเพียงแค่นั้นนะครับ ใกล้ค่ำได้มีพระชรารูปหนึ่งเดินออกมาจากถ้ำ เดินตรงมาที่ท่านครูบา ฯ ปักกลดอยู่

พระชรารูปนั้นได้บอกให้ท่านครูบา ฯ ลงไปจากเขาภายในก่อนค่ำนั้นทันที โดยบอกกับท่านครูบา ฯ ว่ามันมีอันตรายมาก มีภูติผีปีศาจที่จะมาทำร้ายท่านถ้ายังขืนที่จะพักอยู่ตรงนั้น

ท่านครูบา ฯ ก็ไม่ยอมลงไปจากปากถ้ำตามที่พระชรารูปนั้นบอก ท่านยังยืนยันที่จะปักกลดเจริญภาวณาอยู่ตรงปากถ้ำนั้นต่อไปให้ได้

พระชราเห็นความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวของท่านครูบา ฯ และคงเห็นและมั่นใจว่าพูดอย่างไร บอกอย่างไร ไล่อย่างไร ท่านครูบา ฯ ก็ไม่คงยอมถอยแน่นอน

เมื่อเห็นเช่นนั้น พระชราจึงยอมแพ้และเอ่ยปากบอกให้ท่านครูบา ฯ เก็บกลดแล้วให้เดินตามท่านเข้าไปภายในถ้ำด้วยกัน

ท่านครูบา ฯ รีบเก็บกลดเก็บอุปกรณ์แล้วเดินตามพระชราเข้าไปภายในถ้ำทันที ท่านได้พบว่าภายในถ้ำนั้นกว้างขวาง ใหญโต และสวยงามมาก เดินเข้าไปได้สักพักหนึ่งก็ได้พบกับหมู่สามเณรน้อยหลายรูปกำลังนั้งสวดมนต์อยู่ในห้องโถงของถ้ำ พระชราพาท่านเดินผ่านห้องโถงที่หมู่เณรน้อยนั้นสวดมนต์อยู่ เข้าไปในถ้ำลึกเข้าไปอีกไกลโขอยู่

กระทั้งเดินไปถึงบริเวณที่เห็นเป็นห้องโถงใหญ่โตมากอีกห้องหนึ่ง ดูสะอาดสะอ้าน น่าอยู่น่าอาศัย เหมาะแก่การเจริญภาวณา ทำวิปัสนากรรมฐาน เป็นอย่างยิ่ง มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางห้อง มีธูปเทียนพร้อมกระถางธูปใบเขื่องและเชิงเทียนวางอยู่พร้อม เหมือนเตรียมไว้สำหรับให้ผู้ที่เข้ามาถึงห้องนี้ได้ใช้จุดบูชาได้เลยทันที

พระชราบอกให้ท่านครูบา ฯ พักอยู่ที่ห้องโถงนั้น และจะทำอะไรก็เชิญทำตามสะบา

แล้วพระชรารูปนั้นก็เดินหายจากไปภายในถ้ำที่มีทางลึกสามารถเดินเข้าไปข้างในได้อีก

ท่านครูบา ฯ นั่งพักพอหายเหนื่อย ท่านจึงล้วงไฟแช๊คออกมาจากย่าม แล้วทำการจุดธูปจุดเทียน เพื่อบูชาและเคารพกราบไหว้พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางห้องโถงดังกล่าว

เริ่มแล้วครับ...เริ่มมีเรื่องมหัศจรรย์เกิดขึ้นกับท่านครูบา ฯ แล้วครับ

พอท่านครูบา ฯ จุดธูปเสร็จยกขึ้นพนมมือกล่าวคำไหว้พระจบ ท่านยื่นมือที่ถือธูปอยู่ไปที่กระถางธูป เพื่อปักธูปลงไป

ทันใดนั้นเองกระถางธูปใบเขื่องที่วางอยู่นั้นก็เคลื่อนที่เลื่อนหนีออกไป ท่านนึกว่าท่านเหนื่อยจนตาฝาดไปกระมัง

ท่านยื่นมือที่ถือธูปอยู่ออกไปเพื่อปักธูปอีกครั้งหนึ่ง กระถางธูปใบเขื่องใบนั้นก็เคลื่อนเลื่อนหนีออกไปอีก ท่านชักมั่นใจว่าท่านคงโดนเข้าแล้วหละ

จนกระทั้งครั้งที่สามท่านจึงสามารถปักธูปลงในกระถางธูปใบเขื่องนั้นได้

ท่านก้มลงกราบสามครั้ง ตามธรรมเนียม

ยังครับ...เรื่องยังไม่จบง่าย ๆ เพียงเท่านั้นนะครับ

พอท่านก้มกราบลงสามครั้ง ครบแล้วท่านได้นั่งเพ่งมองไปที่ใบหน้าพระพุทธรูป

พลัน...มีเสียงพูดออกมาจากองค์พระพุทธรูปว่า “. กฤษณะ มาแล้วรึ ”

งง งงสิครับ ท่านครูบา ฯ ถึงกับตกตลึง งงไปพักหนึ่ง

พลัน...มีเสียงพูดออกมาจากองค์พระพุทธรูปต่ออีกว่า “ เออ ท่านมาก็ดีแล้ว ในถ้ำนี้มีสมบัติ เพชร นิล จินดา ทองคำ มากมาย ล้วนเป็นสมบัติของท่านทั้งสิ้น ท่านจงขนเอาไปซะ เพราะมันเป็นของท่านทั้งหมดอยู่แล้ว จะได้เอาไปใช้เป็นประโยชน์สำหรับตัวท่านเองและพี่น้องครอบครัวท่าน ”

เสียงพูดนั้นจบลง ท่านครูบา ฯ เริ่มตั้งสติได้ จึงกล่าวตอบไปว่า “ ไม่หรอกครับ ผมไม่ต้องการสมบัติเหล่านั้นหรอกครับ ”

มีเสียงพูดออกมาจากองค์พระพุทธรูปอีก ฟังดูท่าทางแข็งขันจริงจังว่า “ ท่านกฤษณะ ท่านจงเอาสมบัติเหล่านี้ไปเถิด เพราะมันเป็นของท่านทั้งหมดจริง ๆ ”

ท่านครูบา ฯ ก็ยังยืนยันคำเดิม และได้ตอบไปว่า “ ไม่หรอกครับ ผมไม่ต้องการสมบัติเหล่านั้นหรอกครับ ผมไม่ต้องการจริง ๆ แม้จะเป็นของผม ๆ ก็ไม่ต้องการ ”

เสียงพูดออกมาจากองค์พระพุทธรูปก็ดังออกมาอีกเพิ่มความขึงขังเอาจริงเอาจังมากยิ่งขึ้นว่า “ ท่านกฤษณะ ท่านต้องขนสมบัติเหล่านี้เอาไปให้หมด ขนเอาไปให้หมดเลยนะ เข้าใจไหม๊ ท่านกฤษณะ ”

ท่านครูบา ฯ จึงค่อย ๆ พูดอธิบายความมุ่งมั่นและตั้งใจของท่านที่เดินทางมาพัก ณ.ที่ถ้ำแห่งนี้ให้เจ้าของเสียงนั้นได้ฟังว่า “ ผมมาที่นี้เพื่อมาเจริญภาวณา หาที่อันสงบเหมาะแกการทำวิปัสนากรรมฐาน เพื่อแสวงหาโมกขธรรม เผื่อว่าผมจักได้เห็นหนทางแห่งความหลุดพ้นเหมือนดั่งพระบรมศาสดาที่ผมเคารพนับถือ และนำเอาพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดามาปฏิบัติอย่างเอาเป็นเอาตายมาหลายปีแล้ว ผมไม่ได้มาที่นี่เพราะผมต้องการสมบัติเหล่านั้นหรอกครับ อย่าบังคับผมเลย ถึงอย่างไรผมก็ไม่ขอรับเอาสมบัติเหล่านั้นมาเป็นของผมอย่างเด็ดขาด และจะยังไม่กลับออกไปจากถ้ำนี้ จนกว่าผมจะได้เจริญภาวณา ทำวิปัสนากรรมฐาน ตามที่ผมได้ตั้งใจมา ขอให้ท่านโปรดได้เข้าใจเจตนาของผมด้วย ”

ภายในห้องโถงใหญ่เงียบไปพักหนึ่ง

เสียงพูดออกมาจากองค์พระพุทธรูปก็ดังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เปลี่ยนไป เนุ่มนวลขึ้น เสียงนั้นกล่าวว่า “ เออ ถ้าอย่างนั้นท่านจงทำตามที่ท่านตั้งใจเถิด ท่านปราถนาไว้อย่างไรก็จงให้ได้ในสิ่งที่ท่านปรารถนานั้นเถิดนะท่านกฤษณะ ”

และกล่าวต่อไปอย่างนุ่มนวลและเยือกเย็นว่า “ เมื่อท่านกลับลงไปจากถ้ำนี้แล้ว ท่านจงกลับไปเป็นพระกฤษณะ ที่คอยให้ความเมตตาช่วยเหลือชาวบ้าน ให้ได้พบความสุข ความสบาย เถิด ”

เสียงพูดที่ออกมาจากองค์พระพุทธรูปก็เงียบหายไป และไม่ได้ยินเสียงพูดใดออกมาจากองค์พระพุทธรูปอีกเลย

ท่านครูบา ฯ อยู่ปฏิบัติธรรมเจริญภาวณาปฏิบัติวิปัสนากรรมฐานภายในห้องโถงต่อหน้าพระพุทธรูปสักศิทธิ์องค์นั้นต่อไปจนครบ ๗ วันพอดี

ท่านจึงได้เก็บอุปกรณ์ของท่าน พร้อมกับจุดธูปจุดเทียน บูชา ยกมือพนมก้มลงกราบลาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์นั้น โดยไม่ได้หยิบเอาสมบัติสิ่งของที่มีค่าใด ๆ ติดตัวมาเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

ในเวลาต่อมาท่านได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวท่านในครั้งนี้ให้หมู่พระลูกศิษย์ใกล้ชิดฟังโดยละเอียดละออ

ด้วยเห็นว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ท่านได้ไปประสพพบมา และเป็นประสพการณ์ที่สำคัญครั้งหนึ่งของการออกธุดงค์มุ่งปฏิบัติธรรมเพื่อแสวงหาโมกขธรรม ตามที่ท่านมุ่งมั่นและตั้งใ

นับตั้งแต่นั้นมา พระลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดท่าน จากที่เคยเรียกท่านว่า “ พระอาจารย์สุรเดช ” ก็พร้อมใจพากันเรียกขานชื่อท่านใหม่ว่า “ ท่านครูบากฤษณะ ”

และเรียกขานท่านว่า “ ท่านครูบากฤษณะ ”
จวบจนกระทั้งปัจจุบัน

ที่มาของชื่อ “ ท่านครูบากฤษณะ ” ก็ขอจบลงเพียงแค่นี้นะครับ

ต้องขอขอบคุณ คุณลือชา เลิศล้ำ เจ้าของกิจการลือชาคาร์แคร์ ที่กรุณานำเรื่องดี ๆ ของท่านครูบา ฯ มาเล่าสู่กันฟัง สาธุ.



๙๙๙๙๙๙๙๙๙
ชมรมศิษย์ครูบากฤษณะ อินทวัณโณ
ติดต่อ เฮียกิตติ
081 813 1935
Email : bantanthai@gmail.com

พญา ว่าน"ต่อเงิน-ต่อทอง"

พญา ว่าน"ต่อเงิน-ต่อทอง"

เนื่องในวาระครบ ๕ รอบ สิริอายุครบ 60 ปี ของท่านครูบากฤษณะ อินทวัณโณ ในวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ ๒๕๕๗

ผมขอนำเกล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้ยินมาเกี่ยวประวัติบางช่วงบางตอนของท่านมาเผยแพร่เพื่อเป็นอนุสรณ์ โดยเฉพาะเรื่องราวที่พิศดารที่เกิดขึ้นกับท่านครูบา ฯ เมื่อคราวที่ท่านเดินธุดงค์อยู่ตามป่าเขา ถ้ำลึก หน้าผาสูงชัน

จึงมีเรื่องมากมายที่ท่านครูบา ฯ ได้ประสพพบเจอกับตัวท่านเอง ดังเช่น.:- เรื่องที่ผมได้เล่าไปบ้างแล้ว เป็นต้น

วันนี้ผมอยากจะเป็นผู้ฟังบ้าง จึงได้เชิญชวนศิษย์ของท่านครูบา ฯ ที่เคยได้ยิน ได้ฟัง เรื่องราวที่พิสดาร มหัศจรรย์พันลึก ลี้ลับ จนฟังแล้วเป็นถือว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ที่เกินคนธรรมดจะประพฤติปฏิบัติได้ เพื่อแบ่งปันให้เพื่อน ๆ ศิษย์ของท่านครูบา ฯ ได้รับฟังร่วมกันต่อไป

ถือว่าเป็นการนำเรื่องราวต่าง ๆ ของท่านกลับมาเล่าใหม่เพื่อบูชาพระคุณของท่าน เป็นการแสดงมุทิตาสักการะ และแสดงความกตเวทิตาคุณต่อท่านเนื่องในวาระครบ ๕ รอบ สิริอายุท่านได้ ๖๐ ปี ที่จะเวียนมาถึง ในวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ ๒๕๕๗นี้

วันนี้ได้รับเกียรติจาก คุณเล็ก หรือชื่อในเฟสบุ๊ค คือคุณ Nuttawan Viboonpan ศิษย์รุ่นเก่าแก่อีกท่านหนึง และเป็นเจ้าของร้านกฤษณะมงคล ซึ่งเปิดเป็นศูนย์วัตถุมงคลของท่านครูบา ฯ โดยตรง มานานนับสิบปี อาสาเป็นผู้เล่าให้ศิษย์ทั้งหลายได้อ่านนะครับ

วันนี้คุณเล็ก ได้กรุณาเล่าเรื่อง พญาว่าน " ต่อเงิน-ต่อทอง " ให้ศิษย์ทั้งหลายได้อ่าน ด้วยความตั้งอกตั้งใจ

จึงขอนำเรื่องที่คุณเล็กเล่ามาให้ศิษย์ทุกท่านได้อ่านกันเลยนะครับ

เริ่มเลยนะครับ...

คุณเล็กปรารภกับผมว่า... เพื่อประกอบต่อเนื่อง จาากเรื่องราวของท่านอาวุโส " เฒ่าเผาถ่านพิทักษ์โลก" มีเกล็ดเรื่องราว เล็กๆ..น้อยๆ โปรดใช้วิจารณญานในความเชื่อนะคะ.

คุณเล็กได้เริ่มเล่าว่า....ต่อเนื่องจากการที่ท่าน ธุดงค์ตามป่ารกชัฎ ได้เจอสิงสาราสัตว์ น้อยใหญ่มากมาย มีอันตรา ยมากบ้างน้อยบ้าง

ท่านเล่าว่า...ความวิริยะอุตสาหะของตัวต่อ น่าจะเป็นแนว คิดให้ผู้คนทั่วไปได้ยึดเหนี่ยว เป็นตัวอย่างแห่งวิถีปฎิบัติ ขณะเดียว กัน ในวาระธุดงค์ ของท่านก็ได้พบพืชสมุนไพรนานาชนิด ล้วนมีทั้งประโยชน์และโทษ (พิษ)

ด้วยภูมิปัญญาเดิมของบรรพบุรุษของท่านที่ สืบต่อกันมาอยู่แล้ว ท่านจึงพิจารณาว่านชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสรรพคุณที่เชื่อกันมาแต่โบราณ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นแต่เดิมมานานนมแล้ว

ชื่อ "พญาว่านต่อเงิน-ต่อทอง" (ว่านดักแด้) ของแท้หาได้ยากยิ่ง ประเทศไทย มีพบที่เดียวแถบเทือกเขาแดนลาว ชายแดนไทย ลาว

ท่านกล่าวว่า...เป็นสุดยอด "ว่านมหาลาภ " ใครมีไว้ จะมีกินมีใช้ไม่หมด เงินทองไม่ขาดมือ และท่านใช้เป็น มวลสารหลัก ในการสร้างวัตถุมงคล " เทพภมรจำแลง " ในสมัยนั้นด้วย

พญาว่าน “ ต่อเงิน-ต่อ ทอง ”.ที่ท่านเคยพบเห็นเมื่อครั้งกิจธุดงค์ ท่านทำตำหนิสถานที่ตั้งเอาไว้ รอเวลา อันอุดมสมบูรณ์ ให้ว่านเหล่านั้นงอกขึ้นมาสู่พื้นดิน เมื่อได้เวลากำหนดที่ท่านทราบด้วยวิถีของท่าน ว่าได้เวลา ขุดว่านได้แล้ว จึงนัดแนะ หารือกับลูกศิษย์หนุ่ม ๆ ที่อยู่ดูแลช่วยเหลืองานท่านเป็นประจำ

พอทราบว่าต้องเดินข้ามเขาและต้องลัดเลาะ ป่ารก อีกทั้งต้องใช้เวลาเป็นวันหรือมากกว่า

ได้ยินเช่นนั้น ลูกศิษย์แต่ละคน ต่างก้มกน้าก้มตา ทำงานของตนที่ค้างอยู่อย่างขะมักเขม้น ไม่มีใครตกปากรับคำท่านเลย

เช้า แล้วจึงทราบว่า ท่าเดินทางไปคนเดียวตั้งแต่ยังไม่สว่าง ไม่นานนักทราบว่าไม่กี่ชั่วโมง ท่านปรากฏตัวพร้อมหอบ " พญาว่าน" มาจำนวนมาก มีกิ่งก้านติดมาระเกะระกะ รุงรัง

ลูกศิษย์หนุ่มจึงเอ่ยว่า ถ้ารู้ว่าใกล้แค่นี้จะไปด้วย เห็นท่านบอกว่าต้องข้ามเขาเป็นวันวัน กลัวงาน ที่ค้างยังไม่เสร็จ

ท่านจึงบอกว่า...พรุ่งนี้ให้พากันไปขุดต่อ ฉันหักกิ่ง ไม้ทำตำหนิไว้แล้ว ไปได้เลยหาไม่ยาก

รุ่งเช้าลูกศิษย์หนุ่มพากันเดินทางไปตามที่ ท่านบอก ต้องใช้เวลาเป็นวัน ๆ จริง ๆ

ลูกศิษย์หนุ่มตามไปจนพบร่องรอยตำหนิและรอยหลุมที่ขุดใหม่ ๆ ที่ท่านทำไว้และขุดเอาหั่วว่านไปเมื่อวันก่อน

ทุกคนต่างพากัน สงสัยว่าท่านมาได้อย่างไร ทั้งไปและกลับ โดยใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่งวัน

เรื่องที่เล่านี้... ผู้เล่าก็ยังมีชีวิตอยู่และบางคนยังช่วยเหลือดูแลงานของท่านอยู่


เรื่องราวของ พญาว่าน"ต่อเงิน-ต่อทอง" ที่คุณเล็ก กรุณาเล่าสู่ให้พี่น้องศิษย์ทั้งหลายฟังก็จบลงเพียงเท่านี้

ผมจึงขอขอบคุณ คุณเล็ก ที่ให้เกียรติกรุณาเล่าเรื่องราวดี ๆ ให้ศิษย์ได้อ่านโดยทั่วกัน สาธุ.


๙๙๙๙๙๙๙๙๙
ชมรมศิษย์ครูบากฤษณะ อินทวัณโณ
ติดต่อ เฮียกิตติ
081 813 1935
Email : bantanthai@gmail.com

เมื่อท่านครูบาฯ ธุดงค์จาริกไปเผชิญหน้ากับฝูงต่อ


เมื่อท่านครูบาฯ ธุดงค์จาริกไปเผชิญหน้ากับฝูงต่อ

เนื่องในวาระครบ ๕ รอบ สิริอายุครบ 60 ปี ของท่านครูบากฤษณะ อินทวัณโณ ในวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ ๒๕๕๗

ผมขอนำเกล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้ยินมาเกี่ยวประวัติบางช่วงบางตอนของท่านมาเผยแพร่เพื่อเป็นอนุสรณ์ โดยเฉพาะเรื่องราวที่พิศดารที่เกิดขึ้นกับท่านครูบา ฯ เมื่อคราวที่ท่านเดินธุดงค์อยู่ตามป่าเขา ถ้ำลึก หน้าผาสูงชัน

จึงมีเรื่องมากมายที่ท่านครูบา ฯ ได้ประสพพบเจอกับตัวท่านเอง ดังเช่น.:-

เรื่องที่ผมตั้งใจจะเล่าในวันนี้คือเรื่อง “เมื่อท่านครูบาฯ ธุดงค์จาริกไปเผชิญหน้ากับฝูงต่อที่มารุมล้อมขวางทางกลางป่าดงดิบ


ครั้งหนึ่งท่านครูบา ฯ และพระสหธรรมมิกอีก ๒ องค์ คือ พระอาจารย์สาร วัดด่านเกวียน พระอาจารประสิทธิ์ ลาสิกขาบทแล้ว ได้ธุดงค์จาริกเข้าไปในกลางป่าลึกของเทือกเขาใหญ่ ท่านทั้ง ๓ ได้จาริกไปในเส้นทางกลางป่าดงดิบ ที่มีสัตว์ป่านานาชนิดชุกชุม เช่น ช้าง เสือ หมี หมาจิ้งจอก และตัวต่อ เป็นต้น

แต่ใจหนึ่งก็อยากเล่าเรื่อง “ ที่มาของชื่อกฤษณะ ” ซึ่งไม่ค่อยจะได้ยินกันมากนักในหมู่ศิษย์ แต่คิดอีกทีเอาไว้ก่อนดีกว่

เช่นเคยครับศิษย์ท่านใดเคยได้ยินได้ฟังเรื่องนี้มา ช่วยผมเล่าด้วยก็ได้นะครับ ช่วย ๆ กันครับ

ทุกเรื่องแม้ส่วนประกอบของเนื้อเรื่องอาจแตกต่างคลาดเคลื่อนกันไปบ้าง เพราะกาลเวลาที่เนิ่นนานมาแล้ว อาจทำให้แต่ละท่านนำมาเล่าโดยมีส่วนประกอบของเรื่องไม่เหมือนกันเสียทั้งหมด แต่ผมเชื่อว่าเค้าโครงเรื่องที่แต่ละท่านได้เล่ามาเหมือนกัน และเป็นเรื่องเดียวกันแน่นอ

และผมคิดว่าคงจะเป็นการดีที่สุด ที่ท่านผู้เคารพนับถือท่านครูบา ฯ จะได้ฟังเกล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของท่านครูบา ฯ ในช่วงเวลาที่ท่านมุ่งมันปฏิบัติธรรมอย่างเอาเป็นตายเพื่อแสวงหาโมกขธรรม ตามความตั้งใจที่แน่วแน่ของท่าน

แม้จะเป็นเพียงเค้าโครงเรื่อง ก็ยังดี นะครับ สาธุ.

ผมเริ่มเลยนะครับ

เมื่อพรรษาแรก ๆ ของการอุปสมบทของท่านครูบา ฯ ท่านจะมีพระสหธรรมมิกที่รักและชอบคอกันอยู่เพียงไม่กี่องค์ ที่ผมพอจำได้ก็มี พระอาจารย์ถวิล วัดขิงกระชาย ( มรณะภาพแล้ว ) พระอาจารย์ประสงค์ วัดบุฝ้าย พระอาจารย์สาร วัดด่านเกวียน ( ซึ่งท่านครูบา ฯ จะเรียกพระอาจารย์สารว่า หลวงอาสาร ) พระอาจารย์ประสิทธิ์ ( ลาสิกขาบทแล้ว ) พระอาจารย์ดำ ( ลาสิกขาบทแล้ว ) และท่านยังมีนายพรานป่าคู่ใจของท่านอีกคนหนึ่ง ที่ชำนาญเส้นทางในการเดินป่า ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางในการธุดงค์ไปตามป่าตามเขา อันมีชื่อว่าเทือกเขาใหญ่ นายพรานผู้นี้ (ขออภัยผมจำชื่อท่านไม่ได้จริง ๆ ) ปัจจุบันได้ข่าวว่าท่านอุปสมบทแล้ว และจำพรรษาอยู่ที่วัดป่ามหาวัน ครบุรี


เข้าเรื่องเลยนะครับ

การออกธุดงค์ของท่านในคราวนี้ เป้าหมายและเส้นทางก็เหมือนเดิมครับ เทือกเขาใหญ่ที่ ๆ มีเนื้อที่อันกว้างใหญ่ไพศาล นั้นเอง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ ท่านครูบา ฯ และพระสหธรรมมิกอีก ๒ ท่าน คือ พระอาจารย์สาร วัดด่านเกวียน ( ต้องขออภัยนะครับผมจำฐานันดรปัจจุบันของท่านไม่ได้จริง ๆ ซี่งท่านครูบา ฯ จะเรียกพระอาจารย์สารว่า หลวงอาสาร จนติดปาก พระอาจารย์สาร ก็จะเรียกท่านครูบา ฯ ว่า ท่านสุรเดช จนติดปากเหมือนกัน) และพระอาจารย์ประสิทธิ์ ( ปัจจุบันลาสิกขาบทแล้ว ) ท่านทั้งสามได้เดินธุดงค์มุ่งหน้าเข้าไปในใจกลางเทือกเขาใหญ่ ตามเส้นทางที่พรานป่าใช้เดินทางเพราะสมัยนั้นยังไม่มีถนนตัดผ่านเขาใหญ่เหมือนเช่นปัจจุบัน

ซึ่งต้องใช้เวลาหลายวันในการเดินด้วยเท้า เรียกว่าเดินกันจนเล็บเท้าหลุดกันเลยทีเดียว ถึงจุดไหนที่เหมาะต่อการเจริญภาวณาก็จะปักกรดเพื่อเจริญภาวณากรรมฐานต่่อไป

และท่านทั้งสามจะย้ายไปในที่ ๆ ท่านเห็นว่าเป็นบริเวณสถานที่ ๆ สับปายะ เป็นป่าอันวิเวก เหมาะแก่การเจริญภาวณา ต่อ ๆ ไป ตามเวลาที่ท่านทั้งสามเห็นสมควรและตกลงร่วมกัน

วันหนึ่ง ท่านทั้งสามได้ออกเดินทางเหมือนเช่นเคย พระอาจารย์สาร และพระอาจารย์ประสิทธิ์ ออกเดินนำไปข้างหน้าบนเส้นทางที่มีแต่ต้นไม้ กิ่งไม้ และเถาวัลย์กรีดขวาง พอเดินทางไปได้ระยะหนึ่ง ปรากฏว่ามีท่อนไม้ใหญ่ขวางทางอยู่ พระอาจารย์สาร และพระอาจารย์ประสิทธิ์ ข้ามท่อนไม้ใหญ่ไปได้เรียบร้อยด้วยดีไม่มีปัญหาและอุปสรรคใด ๆ มากั้นขวาง

แต่...แต่ พอท่านครูบา ฯ เดินมาถึงท่อนไม้ใหญ่ดังกล่าว ยังไม่ทันที่ท่านครูบา ฯ จะข้ามท่อนไม้ใหญ่ไป ก็เกิดมีเหตุการณืที่ไม่คาดคิดและมหัศจรรย์เกิดขึ้น ฯ

พุทธโธ ธัมโม สังโฆ ปรากฏว่ามีฝูงต่อฝูงหนึ่ง ( ไม่แน่ใจว่าเป็นต่อหลุม หรือต่อหัวเสือ ผมค่อนข้างจะลืมครับ ) ท่านครูบา ฯ เล่าให้ฟังว่ามีต่อจำนวนนับพันนับหมื่นตัวเลยทีเดียว รวมตัวกันเป็นฝูง บินวนรอบเป็นวงกลมล้อมตัวท่านครูบา ฯ ไว้

สักพักหนึ่งน่าจะเป็น พญาต่อ เพราะตัวใหญ่มาก ท่านครูบา ฯ เล่าว่าใหญ่เกือบเท่านิ้วหัวแม่เท้าเห็นจะได้ หรืออาจใหญ่กว่านั้นด้วยซ้ำ

พญาต่อ ตัวดังกล่าวบินผ่าฝูงต่อที่บินวนรอบท่านครูบา ฯ อยู่ไม่ห่างตัวท่านนัก แล้วบินมาหยุดอยู่ตรงหน้าท่าน และบินจ้องหน้าท่านด้วยดวงตาและท่าทางที่น่ากลัว ไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย

ท่านครูบา ฯ ซึ่งยืนสงบสติดูอยู่ได้หลับตาลง และทำภาวณาเพื่อติดต่อสื่อสารเพื่อสอบถามพญาต่อ ว่าที่นำฝูงต่อมาบินวนล้อมท่านเอาไว้มีวัตถุประสงค์อะไ

การเจริญภาวณาเจรจาพูดคุยกับพญาต่อดำเนินไปพักใหญ่

สักพักหนึ่งพญาต่อ ก็บินถอยห่างออกไปจากการเผชิญหน้ากับท่านครูบา ฯ

พญาต่อ บินกลับเข้าไปในฝูงต่อ พลันเกิดเสียงดังโกลาหล

ครูบา ฯ ท่านเล่าว่า เหมือนกับว่าพญาต่อกับลูกน้องกำลังถกเถียงอะไรกันอยู่ ถกเถียงกันไป ในขณะเดียวกันก็บินวนรอบล้อมท่านครูบา ฯ เอาไว้ ยังไม่ให้ครูบา ฯ เดินข้ามท่อนไม้ไปง่าย ๆ

เวลาผ่านไปนานพอประมาณ ฝูงต่อก็ค่อย ๆ บินแยกออกจากวงทีละตัวสองตัว หายเข้าไปในป่าทึบ คงเหลือแต่พญาต่อ ที่บินมองท่านครูบา ฯ ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ดูเป็นมิตรมาก

พญาต่อ บินวนรอบท่านครูบา ฯ อยู่อีกหลายรอบ

เพียงแค่ท่านครูบา ฯ หลับตาลงอีกครั้งหนึ่ง พญาต่อ ก็บินหายเข้าไปในป่าทึบตามฝูงลูกน้องไป โดยที่ท่านครูบา ฯ ยังไม่ได้บอกลา.

คงไม่ต้องเล่าต่อนะครับว่า ท่านครูบา ฯ จึงได้ข้ามท่อนไม้ใหญ่ไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีพระอาจารย์สาร และ พระอาจารย์ประสิทธิ์ ยืนดูความมหัศจรรย์ครั้งนี้อยู่ห่าง ๆ อย่างไม่กระพริบตา. สาธุ.



๙๙๙๙๙๙๙๙๙
ชมรมศิษย์ครูบากฤษณะ อินทวัณโณ
ติดต่อ เฮียกิตติ
081 813 1935
Email : bantanthai@gmail.com


เมื่อพระธุดงค์ผู้จาริกไปเผชิญหน้ากับช้างป่า

เมื่อพระธุดงค์ผู้จาริกไปเผชิญหน้ากับช้างป่า
เนื่องในวาระครบ ๕ รอบ สิริอายุครบ 60 ปี ของท่านครูบากฤษณะ อินทวัณโณ ในวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ ๒๕๕๗

ผมขอนำเกล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้ยินมาเกี่ยวประวัติบางช่วงบางตอนของท่านมาเผยแพร่เพื่อเป็นอนุสรณ์ โดยเฉพาะเรื่องราวที่พิศดารที่เกิดขึ้นกับท่านครูบา ฯ เมื่อคราวที่ท่านเดินธุดงค์อยู่ตามป่าเขา ถ้ำลึก หน้าผาสูงชัน

จึงมีเรื่องมากมายที่ท่านครูบา ฯ ได้ประสพพบเจอกับตัวท่านเอง ดังเช่น.:-

ครั้งหนึ่งท่านครูบา ฯ และพระสหธรรมมิกอีก ๓ องค์ ได้ธุดงค์จาริกเข้าไปในกลางป่าลึกของเทือกเขาใหญ่ ท่านทั้ง ๔ ได้จาริกไปปักกรด ณ. กลางป่าดงดิบ ที่มีสัตว์ป่านานาชนิดชุกชุ

ขออภัยครับ...วันนี้ดึกแล้ว ผมขอพักผ่อนก่อนนะครับ พรุ่งนี้จะมาเล่าต่อ คอยติดตามนะครับ

หรื่อศิษย์ท่านใดเคยได้ยินได้ฟังเรื่องนี้มา ก็ช่วยผมเล่าต่อด้วยครับ ชัวยกันครับ

ต้องขอขอบคุณ คุณ Nuttawan Viboonpan ที่นำเกล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของท่านครูบา ฯ มาเล่าต่อจากที่ผมจั่วหัวเรื่องไว้ข้างต้น ขอบคุณมาก ๆ ครับ

เรื่องราวมหศจรรย์พันลึก ลึกลับ พิศดาร ในระหว่างที่ท่านธุดงค์ จากริกไปตามป่าตามเขา พักค้างในถ้ำลึก บนชะง่อนผาสูงชัน ที่ท่านได้ฟังมาจากปากของท่านเองก็ดี หรือจากพระสหธรรมมิก ซึ่งมีเพียงไม่กี่องค์ จากพระลูกศิษย และจากคนใกล้ชิดก็ดี

แม้เป็นเรื่องเดียวกัน ส่วนประกอบของเรื่องอาจไม่ตรงกันนัก เค้าโครงเรื่องเหมือนกันแต่เป็นเรื่องเดียวกัน ก็ไม่ว่ากันนะครับ

เพราะผมเองแม้จะเคยได้ฟังเรื่องเหล่านี้จากปากท่านเองโดยตรง บางเรื่องก็ได้ฟังท่านเล่าซ้ำ ๆ หลายครั้ง บางทีท่านก็เล่าส่วนประกอบของเรื่องไม่เหมือนกันกับครั้งก่อน ๆ อยู่บ่อย ๆ เหมือนกัน

แต่ทุกเรื่องที่ท่านเล่ายืนยันได้ว่าเค้าโครงเรื่องไม่แตกต่างไปจากที่ท่านได้เล่าเมื่อครั้งก่อน ๆ จะแตกต่างกันบ้างไม่เหมือนครั้งก่อน ๆ ไปบ้าง ก็เฉพาะส่วนประกอบเล็ก ๆ น้อยของเรื่องเท่านั้น

อย่างเช่นเรื่อง “ เณรน้อยมหัศจรรย์บนภูกระดึง ” ที่ท่านชอบเล่าแต่เล่าทุกครั้งส่วนประกอบของเรื่องก็ไม่ค่อยเหมือนเดิมทุกครั้งเหมือนกัน อาจเพราะท่านต้องการให้ได้อรรถรสที่แตกต่างกันก็เป็นได้นะครับ สาธุ.

๙๙๙๙๙๙๙๙๙
ชมรมศิษย์ครูบากฤษณะ อินทวัณโณ
ติดต่อ เฮียกิตติ
081 813 1935
Email : bantanthai@gmail.com

ต้นกำเนิดแห่ง " เทพจำแลง "

ต้นกำเนิดแห่ง " เทพจำแลง "
เนื่องในวาระครบ ๕ รอบ สิริอายุครบ 60 ปี ของท่านครูบากฤษณะ อินทวัณโณ ในวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ ๒๕๕๗

ผมขอนำเกล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้ยินมาเกี่ยวประวัติบางช่วงบางตอนของท่านมาเผยแพร่เพื่อเป็นอนุสรณ์ โดยเฉพาะเรื่องราวที่มาอันเป็นตันกำเนิดของเทพจำแลง สุดยอดวัตถุมงคลของท่านครูบา ฯ ที่ได้รับความนิยมสูงสุดอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อคราวที่ท่านเดินธุดงค์อยู่ตามป่าเขา ครั้งหนึ่งท่านได้พำนักอยู่ ณ.ถ้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่บนภูเขาสูง ท่านได้อาพาธหนักถึงขั้นเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดกันเลยทีเดียว ในคราวนั้นท่านมีโยมติดตามไปคอยดูแลท่านซึ่งคุณโยมท่านนั้นก็คือคุณพ่อของผมเอง คือคุณ ( เสียชีวิตแล้ว )

พ่อผมเล่าให้ผมฟังว่า ภายในถ้ำนั้นมีหลายชั้น ท่านครูบาขึ้นไปพักอยู่บนชั้นบนสุดของถ้ำ ส่วนพ่อผมอยู่ชั้นล่างลงมา ด้วยอาการอาพาธหนักของท่าน และท่านได้อธิษฐานจิตว่าถ้าอย่างไรก็ขอตายในถ้ำนี้ โดยใช้การทำวิปัสนากรรมฐานเป็นการรักษาอาการอาพาทของท่าน

ทุก ๆ เช้าท่านจะเขียนเป็นรูปหน้าเทพเจ้า ใส่แผ่นกระดาษทิ้งลงมาข้างล่างที่พ่อผมพักอยู่ทุก ๆ เช้า ท่านปฏิบัติเช่นนี้อยู่หลายวันติดต่อกัน

ผมขอเล่าอย่างย่นย่อพอได้ใจความนะครับ

หลังจากที่ท่านทำวิปัสนากรรมฐานเพื่อรักษาอาการอาพาทของท่านอยู่หลายวัน โดยไม่พูด ไม่ลงมาพบปะใครเลย ในที่สุดอาการอาพาทของท่านก็หายโดยไม่ได้ฉันยาอะไรเลย

หลังจากอาการดีขึ้นเป็นปกติพอสมควรแล้ว ท่านได้ลงหาพ่อผมที่คอยเฝ้าอยู่ชั้นล่าง และได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในขณะที่ท่านทำวิปัสนากรรมฐานต่อสู้กับอาการอาพาทของท่านนั้น มีเรื่องที่น่ามหัศจรรย์เกิดขึ้นกับท่านอย่างหนึ่ง

ท่านเล่าให้พ่อผมฟังว่า “ ทุก ๆ วันจะมีเทพมาช่วยรักษาชีวิตฉัน ฉันจึงรอดตายมาได้ ซึ่งเทพองค์นั้นหน้าตาก็คล้ายกับที่วาดใส่กระดาษโยนลงให้ดูทุกวันนั้นแหละ ”

ซึ่งเทพองค์ที่ท่านกล่าวถึงนั้นจึงเป็นสิ่งดลจิตดลใจท่าน ให้สร้างเป็นวัตถุมงคลขึ้นมา เป็นการผสมผสานรูปร่างของพระศิวะ กับ ผีเสื้อ เข้าเป็นรูปเดียวกันได้อย่างเหมาะเจาะลงตัวและสวยงาม ในครั้งแรกเรียกชื่อว่า “ เทพภมร” และได้มาเปลียนเป็น “ เทพจำแลง “ ในภายหลัง

จึงถือได้ว่าท่านครูบากฤษณะ อินทวัณโณ คือพระเกจิผู้ให้กำเนิด “ เทพจำแลง “ อันศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาในวงการวัตถุมงคล และได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ทั้งในและต่างประเทศ

*** ยังมีเรื่องราวดี ๆ ของท่านในขณะที่ท่านเดินธุดงค์พักอาศัยอยู่่ตามป่าเขา ตามถ้ำลึก หรือแม้้แต่บนหน้าผาสูงชัน อีกมากมาย ที่ยังไม่มีการเขียนถึง ซึ่งหากท่านสนใจต้องการจะฟัง จะค่อย ๆ นำมาเขียนในโอกาศต่อไป สาธุ.

๙๙๙๙๙๙๙๙๙
ชมรมศิษย์ครูบากฤษณะ อินทวัณโณ
ติดต่อ เฮียกิตติ
081 813 1935
Email : bantanthai@gmail.com